By C.Write

“Remember the idea, not the man, because a man can fail. He can be caught, he can be killed and forgotten, but 400 years later, an idea can still change the world” – Evey Hammond

“จงจดจำแนวคิด มิใช่บุคคล เพราะบุคคลล้มเหลวได้ เขาถูกจับได้ ถูกฆ่าและถูกหลงลืมได้ แต่แนวคิดนั้นแม้จะผ่านไป 400 ปียังสามารถเปลี่ยนโลกได้”  – อีวีย์ แฮมมอนด์

หลายๆคนคงเคยเห็น หรือเคยผ่านตาหน้ากากข้างบนนี้มาก่อน หรือสำหรับคนที่ไม่เคยเห็น หน้ากากนี้มีที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta โดยมีชื่อว่า “หน้ากากกายฟอว์กส์” (Guy Fawkes Mask) ออกแบบมาเพื่ออ้างอิงถึงบุรุษชื่อ Guy Fawkes ผู้เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนกบฏดินปืน” (Gunpowder Plot) เป็นแผนที่วางมาเพื่อต้องการปลงพระชนม์กษัตริย์พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษและพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ โดยพวกเขาวางแผนจะระเบิดสภาขุนนางในพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอังกฤษเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ.1605 แต่แผนกลับรั่วไหล จึงก่อการล้มเหลว จากนั้นเหล่ากบฏแปดคนรวมทั้งกายฟอว์กส์ถูกแขวนคอและควักไส้ต่อหน้าฝูงชน ซึ่งเหตุการณ์นี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อตัวละครในเรื่องและเป็นฉากเปิดที่เหมือนเป็นการส่งต่ออุดมการณ์และแนวคิดมาถึงยุคปัจจุบัน

V for Vendetta มีชื่อไทยว่า เพชฆาตหน้ากากพญายม เป็นเรื่องราวที่เกิดในประเทศอังกฤษปี 2027 ในยุคที่ถูกปกครองโดยเผด็จการ มีเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านตอนกลางคืน ประชาชนถูกสั่งให้อยู่ในความสงบและต้องจงรักภักดีต่อรัฐบาล ผู้ใดที่พยายามออกมาเคลื่อนไหวหรือสร้างความกระด้างกระเดื่องอาจจะถูกชายชุดดำบุกมาถึงบ้านอุ้มไป บุรุษลึกลับสวมหน้ากากที่ใช้สมญานามว่า “วี” ปรากฏตัวขึ้นและต่อสู้กับรัฐบาล ด้วยการบุกไปที่สถานีโทรทัศน์เพื่อปลุกระดมคนที่ไม่อยากอยู่ในความกลัวให้ออกมาต่อสู้ด้วยกันในอีกหนึ่งปีให้หลังในวันที่ 5 พฤศจิกายนเดียวกันนี้ จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี เหล่าผู้คนต่างออกมาต่อสู้จนปฏิวัติและโค่นล้มรัฐบาลภายใต้ผู้นำสูงสุดอดัม ซัทเลอร์ลงได้สำเร็จ

อะไรที่เป็นเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการปฎิวัติ แนวคิดที่ได้ปลูกฝังและถูกปลุกขึ้นจนนำมาสู่การปฎิวัติของประชาชนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองวิเคราะห์และเปรียบเทียบกันไปพร้อมๆกัน ว่ามันก็มีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราตอนนี้อยู่เหมือนกัน

ความสงบที่แลกมาด้วยอิสรภาพ

ภายใต้ราตรีอันเงียบสงัดที่สวยงามในกรุงลอนดอน กลับซ่อนความมืดอันโสมมเอาไว้ “อีวีย์” หญิงสาวที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ออกจากบ้านเพื่อไปหาหัวหน้าแต่กลับโดนเจ้าหน้าที่ของรัฐขัดขวาง พร้อมบอกว่าเธอทำผิดกฎเคอร์ฟิว แต่แทนที่เขาจะจับกุม กลับพยายามจะใช้อำนาจเพื่อทำมิดีมิร้ายกับเธอ โชคดีที่มีชายสวมหน้ากากลึกลับที่เรียกตัวเองว่า “วี” เข้ามาช่วยเธอเอาไว้ได้ทัน ผู้รักษากฎหมายแต่กลับนำกฎหมายนั้นมาใช้ในทางมิชอบ กฎหมายที่สร้างเพื่อรักษาความสงบกลับเอื้อให้เกิดสิ่งผิดกฎหมายขึ้นมากมาย ไม่ต่างจากความสงบที่ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพ แต่ภายใต้ความเงียบนั้น ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวกับประชาชนอย่างเงียบๆเช่นกัน

ความจริงคือสิ่งลวงตา

หลังจากอีวีย์ถูกช่วยไว้ วีพาเธอขึ้นไปที่ดาดฟ้าและทำการระเบิดอาคารเก่าแห่งหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงการต่อต้านรัฐบาล แต่รัฐกลับใช้วิธีการปิดข่าว บังคับให้สื่อรายงานว่าการระเบิดนั้นเป็นเพียงการบูรณะตึกเก่าเท่านั้น ยิ่งวียกระดับการต่อสู้ รัฐยิ่งยกระดับการควบคุมสื่อ ทั้งใส่ร้ายป้ายสีวีให้ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาคน ออกข่าวปลอมให้คนในประเทศรู้สึกว่าประเทศนี้มีเรื่องแย่ๆอยู่เสมอจนต้องการความสงบจากผู้นำ และนักข่าวชื่อดังที่ทำหน้าที่แพร่กระจายข่าวเหล่านี้ก็ได้รับผลประโยชน์มากมายจากรัฐบาลเป็นการตอบแทน แต่ความจริงนั้นลวงตาเราไม่ได้ตลอดไป เมื่อเวลาผ่านไปประชาชนเริ่มเคลือบแคลงและไม่เชื่อในข่าวปลอมที่รัฐสร้างขึ้น แต่แทนที่รัฐจะหยุด นายพลอดัม ซัทเลอร์กลับยิ่งยกระดับ โดยเข้าควบคุมสื่อทุกช่อง และประกาศว่าหากใครที่ไม่แสดงความจงรักภักดีกับรัฐจะต้องโดนกำจัดอย่างไม่ปราณี

สังคมที่ปฎิเสธความแตกต่าง

ย้อนกลับไปก่อนรัฐบาลของอดัม ซัทเลอร์จะครองอำนาจ ได้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสเซนท์แมรี่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาของพรรค Norsefire ที่มีหัวหน้าคืออดัม ซัทเลอร์ และจุดกำเนิดของไวรัสนั้นมาจากการทดลองเพื่อสร้างอาวุธชีวภาพ โดยการจับคนมาทดลอง และคนถูกจับหรือจะเรียกว่าการหายตัวไปอย่างลับๆ คือ ผู้ที่ดู “แตกต่าง” ถูกป้ายสีว่าเป็นผู้ที่บ่อนทำลายประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นต่างเชื้อชาติอย่างชาวยิว ต่างศาสนาอย่างชาวมุสลิม ต่างเพศอย่างกลุ่มรักร่วมเพศ ทุกคนถูกทำร้ายอย่างทารุณ ถึงท้ายที่สุดห้องทดลองจะระเบิด แต่ไวรัสถูกผลิตและถูกแพร่ไปในสถานที่สำคัญ หลังการแพร่ของไวรัส สิ่งที่แพร่กระจายไปสู่ผู้คนอย่างรวดเร็วกว่าไวรัส คือ ความกลัว จนเป็นผลให้พรรคอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่งอย่าง Norsefire ชนะการเลือกตั้งไปอย่างขาดลอย และนับแต่นั้นประเทศอังกฤษก็ถูกกดให้เชื่อง บังคับให้เชื่อฟังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะหากไม่เชื่อฟังทุกคนก็กลัวว่าจะเกิดความไม่สงบขึ้นมาอีก

การเกิดใหม่ของแนวคิด

เราได้พบกับปูมหลังของ “วี” ว่าเขาคือหนึ่งในหนูทดลองที่ถูกจับไปและเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ เสมือนเป็นผู้ที่มีความแตกต่างที่รอดชีวิตและกลับมาเพื่อท้าทายอำนาจเผด็จการอนุรักษ์นิยมที่ไม่ต้องการเห็นความแตกต่าง เช่นเดียวกับ อีวีย์ที่มีปูมหลังพ่อแม่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่ถูกชายชุดดำบุกมา “อุ้ม” ถึงบ้านต่อหน้าต่อตาเธอ ความกลัวถูกฝังไว้ในใจนับแต่นั้น อีวีย์ถูกจับระหว่างหลบหนีและถูกคุมขัง เธอถูกโกนผมและทรมานไม่ต่างจากที่วีเคยเจอ ในระหว่างนั้นเธอได้อ่านจดหมายจากหญิงสาวผู้มีคนรักเป็นเพศเดียวกันที่อยู่ห้องข้างๆ ซึ่งเขียนทิ้งไว้ผ่านกระดาษชำระ ข้อความเหล่านั้นล้วนเป็นความหวังและกำลังใจ ด้วยความรักที่ได้รับผ่านตัวหนังสือทำให้เธอปฏิวัติความกลัวภายในจิตใจ และก้าวออกจากห้องขัง ด้วยแนวคิดใหม่ที่จะไม่ยอมรับการถูกกดขี่อีกต่อไป แนวคิดนั้นส่งผ่านให้กันและกันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด อาจจะผ่านตัวอักษรในกระดาษชำระในส้วม หรือข้อความสั้นๆในทวิตเตอร์ แนวคิดนั้นก็แพร่กระจายออกไปและปลุกให้คนเหมือนเกิดใหม่ท่ามกลางความเลวร้าย หรือจริงๆแล้วต้องบอกว่าความเลวร้ายนั่นแหละที่ทำให้คนเกิดใหม่กันแน่

การปฎิวัติ

เมื่อแนวคิดใหม่นั้นแพร่กระจายออกไปเหมือนกับไวรัส ความเงียบที่ประชาชนถูกปิดปากไว้ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ใกล้ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน ครบหนึ่งปีที่ “วี” ได้ประกาศถึงอิสรภาพให้เหล่าประชาชนที่ไม่อยากตกเป็นทาสลุกออกมาสู้กับรัฐบาล “หน้ากากกายฟอว์กส์” จำนวนมากถูกจัดส่งถึงทุกบ้านไม่เว้นแม้แต่บ้านตำรวจ เหล่าประชาชนจำนวนมากสวมชุดสวมหน้ากากหยิบอุดมการณ์มาสวมใส่ วีลอบเข้าไปต่อสู้และสังหารเหล่าผู้นำของรัฐรวมทั้งอดัม ซัทเลอร์ลงแต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิต วีเสียชีวิตลงที่สถานีรถไฟใต้ดินกลางลอนดอน แต่อุดมการณ์ของเขาถูกส่งต่อแล้ว ประชาชนใต้หน้ากากแต่งชุดเหมือนวีได้บุกไปที่สภา อีวีย์วางร่างวีเข้าในขบวนรถไฟที่เต็มไปด้วยระเบิดจำนวนมากก่อนจะสับคันโยกส่งขบวนระเบิดวิ่งไปสู่สภาระเบิด เป็นฉากจบแห่งชัยชนะของประชาชน พร้อมประโยคปิดสุดท้ายของอีวีย์ว่า “ตัวจริงของวี ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือพวกเราทุกคน”

V for Vendetta เข้าฉายตอนปี 2005 หรือสิบห้าปีมาแล้ว ครั้งแรกที่ดูในโรงสารภาพว่าตอนนั้นดูแล้วได้แต่ความมันส์ เพราะนอกจากเนื้อหาที่เข้มข้น ยังเต็มไปด้วยฉากแอคชั่นสุดเท่ ยังไม่เข้าใจ ไม่รับสารเรื่องอื่นที่นำเสนอเลย แต่วันนี้กลับมาดูอีกครั้งทาง Netflix สิ่งที่ได้รับมันเปลี่ยนไปเลย อาจจะเพราะบริบทของสังคมวันนี้รวมถึงแนวคิดที่เติบโตขึ้นหลายๆอย่าง มันคงคล้ายกับเรื่องราวในชีวิตของเรา ทุกสิ่งในโลกนี้มีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หนังสือและภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่เราไม่เคยเข้าใจ หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์บางอย่างที่ส่งไปไม่ถึงผู้คน อาจเพราะเรายังประสบการณ์ไม่มากพอ ไม่มีความรู้มากพอ หรือการเติบโตทางความคิดยังไม่มากพอ แต่ในวันหนึ่งเราจะรับรู้ได้ วันหนึ่งแนวคิดนั้นจะส่งถึงและเราจะเข้าใจ เหมือนอุดมการณ์ของกายฟอว์กส์ที่ต้องใช้เวลาเดินทางหลากร้อยปีกว่าจะส่งถึงคนในยุคปัจจุบัน วันหนึ่งแนวคิดนั้นจะส่งถึงและมันอาจจะจบที่รุ่นของเราก็เป็นได้

เกร็ดเพิ่มเติม

– V for Vendetta มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นหนังสือประเภทกราฟิคโนเวล (Graphic Novel มีลักษณะเป็นส่วนผสมระหว่างหนังสือการ์ตูนกับนิยาย คือ มีการวาดภาพสไตล์การ์ตูน แต่ก็มีการบรรยายเล่าเรื่องแบบนิยายผสมไปด้วย) เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกภายใต้เครือ DC Comics เมื่อปี 1982 เนื้อเรื่องถูกเขียนโดยอลัน มัวร์ (Alan Moore) และวาดภาพโดยเดวิด ลอยด์ (David Lloyd)

– หลังจาก V for Vendetta เข้าฉาย “หน้ากากกายฟอว์กส์” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการประท้วงและการต่อสู้กับระบอบอนาธิปไตยในยุคสมัยใหม่ ซึ่งไม่เพียงถูกใช้ในเฉพาะประเทศอังกฤษ แต่ยังถูกใช้ในการประท้วงหลายที่ทั่วโลก ทั้งประเด็นใหญ่หรือระดับหน่วยย่อย ในอเมริกา กระทั่งชาวอาหรับ หรือแม้แต่ประเทศไทยก็ยังมีเห็นคนใส่หน้ากากนี้เช่นกันในตอนที่คนออกมาชุมนุมต่อต้านสิ่งที่เรียกกันว่า “ระบอบทักษิณ” ในพ.ศ.2556

– ไม่เพียงแต่หน้ากากที่ขายดี หนังสือ V for Vendetta ของ DC ก็กลับมาขายได้มากกว่า 500,000 ฉบับในปี 2006 หลังจากที่หนังเข้าฉายได้หนึ่งปี กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีคนหาซื้อมาอ่านอยู่เหมือนกัน

– วันที่ 5 พฤศจิกายนที่ “วี” ประกาศอิสรภาพในหนัง เป็นวันสำคัญที่เรียกว่า “Guy Fawkes Night” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ “แผนกบฎดินปืน” วันที่ 5 พฤศจิกายน 1605 ซึ่งเป็นวันที่เขาโดนจับก่อนจะวางระเบิดสภาสำเร็จ

– V for Vendetta คือผลงานแรกในฐานะผู้กำกับของเจมส์ แมคเทียค (James McTeigue) แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยรับบทเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาหลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผลงานแอคชันสุดล้ำอย่าง The Matrix

– และสองผู้กำกับของ The Matrix อย่างสองพี่น้องวาชอว์ฟสกี ลีลี่และลานา (The Wachowski Brothers) ก็คือผู้ที่เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเอง

– และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนอาจไม่รู้ก็คือ ผู้ที่รับบทเป็น V ชายปริศนาในหน้ากาก ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ Hugo Weaving หรือผู้ที่รับบทเป็น Agent Smith จากเรื่อง The Matrix นั่นเอง เล่นสองเรื่องมีบทที่ตัวแกแยกร่างกลายเป็นสัญลักษณ์มากมายทั้งสองเรื่องเลย