By C.Write

ไม่ต้องเกริ่นอะไรให้มากมายสำหรับ The Shawshank Redemption (ชื่อไทยว่า ชอว์แชงค์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง) คิดว่าทุกคนที่เป็นคอภาพยนตร์น่าจะรู้จักเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี แม้อาจจะยังไม่เคยได้มีโอกาสดูอย่างน้อยก็ต้องรู้จักชื่อผ่านบทความ ผ่านเว็บมาบ้าง ถ้าคุณยังไม่เคยดู ขอบอกว่านิยามสั้นๆว่านี่คือ ภาพยนตร์ที่ยืนหนึ่งอยู่ที่อันดับหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลของ IMDB (หนึ่งในเว็บคลังข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก) ด้วยเรตติ้งสูงถึง 9.2 จากการโหวตโดยคนทั่วไปและนักวิจารณ์มากกว่าสองล้านสี่แสนคนทั่วโลกซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด หนังครองตำแหน่งอันดับหนึ่งมาตั้งแต่ปี 2008 โดยล้มเจ้าพ่อคนเก่าอย่าง The Godfather แต่แม้ว่าปัจจุบันนี้หนังจะได้รับการชื่นชมมากมายแต่กว่าที่หนังจะมาประสบความสำเร็จได้ เชื่อไหมว่า มันเคย “เจ๊ง” มาก่อน

จุดเริ่มต้นที่เหมือนล้มเหลวไม่เป็นท่า

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องสั้นของ Stephen King ชื่อ Rita Hayworth and Shawshank Redemption ดีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1982 โดยเป็นเรื่องราวที่เล่าผ่านมุมมองของ เร้ด (Red) นักโทษที่ติดคุกอยู่ในเรือนจำชอว์แชงค์ หลังจากนั้นบทถูกเขียนและเรียบเรียงขึ้นใหม่โดยผู้กำกับ Frank Darabont จนกลายมาเป็นบทภาพยนตร์ชั้นยอด ถึงแม้เราจะรู้กันดีว่าวันนี้หนังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งจากนักวิจารณ์และได้รับเสียงชื่นชมจากคนที่ได้เคยดู แต่ย้อนกลับไปตอนที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อปี 1994 นั้น หนังกลับไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก หลังจากเข้าฉายไปเพียง 10 สัปดาห์ก็ถูกถอดออกจากโรงโดยทำรายได้ไปเพียงแค่ 16 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ในขณะที่ใช้ทุนสร้างไป 25 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนังที่เจ๊งเรื่องนึงในวงการเลย ณ เวลานั้น ซึ่งมีวิเคราะห์ว่าเกิดมาจากหลายสาเหตุ

1. ปีแห่งหนังคุณภาพ ใน 1994 นั้น มีภาพยนตร์ระดับเพชรมากมายเข้าฉายพร้อมกัน ทั้ง Forrest Gump, Pulp Fiction หนังสองเรื่องที่เป็นหนังขึ้นหิ้ง หนึ่งเรื่องเป็นหนังอัจฉริยะปัญญานิ่มที่ได้การแสดงอันยอดเยี่ยมของทอมแฮงค์ ส่วนอีกเรื่องก็หนังอินดี้แห่งยุคกับฉากเต้นที่ยังถูกนำมาล้อเลียนอยู่ในยุคนี้ รวมไปถึงหนังแอคชั่นสุดระห่ำที่สร้างชื่อให้คีนูรีฟอย่าง Speed หรือการ์ตูนระดับมหากาฬจากดิสนีย์อย่าง The Lion King เห็นรายชื่อแล้วก็ต้องบอกว่า นี่มันปีทองของวงการภาพยนตร์ชัดๆที่มีหนังระดับ “ตำนาน” เข้าฉายพร้อมกันในปีเดียวมากขนาดนี้ และนั่นส่งผลให้หนังอย่าง The Shawshank Redemption ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 7 สาขา ต่างพ่ายแพ้ให้กับหนังข้างต้นทั้งหมด คว้าน้ำเหลวไม่ได้แม้แต่รางวัลเดียว

2. ขาดตัวละครหญิง การที่เนื้อเรื่องหลักนั้นดำเนินอยู่ในคุกนักโทษชายทำให้ขาดสิ่งที่ดึงดูดคนทั่วไปในระดับหนึ่ง เพราะขาดการเล่าเรื่องในแง่ของความรักระหว่างชายหญิงที่เป็นที่นิยมในคนช่วงนั้น ยิ่งแนวหนังที่เกี่ยวกับคนคุกก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าดึงดูดสำหรับคนในยุคนั้นเข้าไปอีก

3. ชื่อหนังที่คลุมเครือ ชื่อของภาพยนตร์ที่แปลว่า การไถ่บาปที่ชอว์แชงค์ สร้างความสับสนให้กับคนได้ยินพอสมควร ดูไม่เป็นที่น่าจดจำ แม้จะใช้นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่างมอร์แกนฟรีแมนมาก็ไม่สามารถดึงให้คนอยากไปโรงหนังได้ แม้แต่นักแสดงหลักทั้งสองคนยังเคยออกมาแซวเบาๆเกี่ยวกับชื่อหนังเลยว่า เคยได้ยินคนเรียกชื่อหนังว่า Shinkshonk Reduction ชื่อมันน่าจะเรียกยากจริงๆแหละ

เหล่านี้เป็นสาเหตุที่คนพากันวิเคราะห์ว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในปีที่เข้าฉาย แต่หนังก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากี่ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 7 สาขา หนังเข้าโรงฉายอีกครั้ง (อารมณ์แบบหนังออสการ์ก็เลยเอาเข้าโรงฉายใหม่) สุดท้ายก็กลับมาทำกำไร ทำรายได้ในอเมริกาเพิ่มไป 13 ล้าน และอีก 30 ล้านจากการฉายทั่วโลก

จุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ

ความสำเร็จของชอว์แชงค์มาเริ่มต้นขึ้นจากการที่ Warner Home Video ผลิตภาพยนตร์ออกมาเป็นวิดิโอจำนวน 320,000 ม้วนกระจายไปทั่วอเมริกาในปี 1995 ความยอดเยี่ยมของหนังทำให้ถูกบอกต่อๆกัน เป็นภาพยนตร์ที่สามารถดูได้ทั้งชายและหญิง เช่าไปดูพร้อมกันในครอบครัว จนกลายเป็นหนึ่งในหนังที่มียอดผู้เช่ามากที่สุดในปีนั้น

หนังเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้น ช่อง TNT ได้ซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์มาฉายทางทีวี และได้มาในราคาที่ถูกมากๆเพราะเป็นหนังที่ไม่ได้ฮิตอะไร แต่หลังจากที่ออกฉายทางทีวีในเดือนมิถุนายนปี 1997 ชอว์แชงค์ก็ดังเป็นพลุแตก โดยทำลายสถิติเป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงที่สุดตลอดกาลในปีนั้น กลายเป็นปรากฎการณ์ที่ถูกพูดถึงไปทั่วอเมริกาและเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

หนังประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2014 Wall Street Journal ลงบทความว่า หนังสามารถทำเงินจากการขายลิขสิทธิ์ฉายทางทีวี ขายสื่อต่างๆ รวมถึงพวกสินค้าของหนังรวมเป็นเงินมากกว่า 100 ล้านหลังจากที่หนังฉายไปกว่า 20 ปีแล้ว และกระทั่งวันนี้ก็ยังคงถูกพูดถึงและได้รับการยกย่องจากการโหวตในหลายๆสื่อให้เป็นหนังที่ดีที่สุดที่เคยสร้างมาในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์

คุกขังได้แต่ตัว แต่ไม่อาจขังความหวัง

แม้จะต้องอยู่ในคุกอันโหดร้ายด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม แต่ความหวังคือสิ่งที่ทำให้แอนดี้ ตัวเอกของเรื่องใช้ในการขับเคลื่อนชีวิต ให้ทุกๆวันทุกๆคืนในคุกอันโหดร้ายนั้นมีความหมาย หากจะเปรียบเทียบแล้วคุกในความเป็นจริงนั้นก็มีอยู่ทุกที่ อาจมาในรูปแบบของที่ทำงาน บ้าน รูปแบบอาจจะเล็กเท่าในสมองของคุณหรืออาจจะใหญ่ระดับประเทศหนึ่งก็ได้ มันคือสิ่งที่พร้อมจะลดทอนคุณค่าของคุณลดลง เป็นพื้นที่ที่กักขังเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่อย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

หลากหลายคนเดินทางเข้ามาสู่เรือนจำนี้ บางคนก็อยู่ในเรือนจำนี้มาทั้งชีวิตจนชินชาไร้ซึ่งความหวัง เหมือน “บรูคส์”​ ชายชราที่อาศัยอยู่มาทั้งชีวิตจนลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ดีกว่าคืออะไร หวาดกลัวที่จะมีอิสระ เพราะอิสระภายนอกลดทอนคุณค่าของเขาที่อยู่ท่ามกลางคนที่จองจำอยู่เหมือนกับเขา เร้ดก็เช่นกัน เขาอยู่มานานจนลืมไปแล้วว่าความหวังคืออะไร เพราะความฝันถึงอิสระของเขาถูกพรากไปเสมอจากคณะกรรมการห้าคนที่ไม่รู้จักซึ่งมีอำนาจในการตัดสินชะตากรรมของเขา แอนดี้ก็รู้เรื่องนี้ ก่อนจะแหกคุกไปเขาจึงมอบ “ความหวัง” ให้กับเร้ดด้วยการบอกให้เขาไปขุดบางสิ่งที่แอนดี้ซ่อนเอาไว้แต่ไม่บอกว่าคืออะไร ความสงสัยทำให้เร้ดมีเป้าหมายจะออกไปข้างนอกและเขาก็ได้พบกับอิสระที่แท้จริง

ในที่สุดแล้วชีวิตของเราแม้จะโหดร้ายขนาดไหน ตัวของเราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมจะโหดร้ายขนาดไหน ขอเพียงอย่าปล่อยเวลาขังตัวเองให้อยู่ในเรือนจำของความคิด ลองเจาะกำแพงในหัว ผูกความหวังไว้กับขา แล้วมุดออกไปหาอิสรภาพที่ภายนอก ใครจะรู้ อิสรภาพที่คุณหวังไว้ คุณอาจจะออกไปเจอโดยใช้เวลาไม่นานเหมือนกับแอนดี้ที่ใช้เวลาขุดถึงยี่สิบปีก็ได้

“Some birds aren’t meant to be caged. Their feathers are just too bright.” – Ellis Boyd Redding (Red)

“นกบางตัวไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่ออยู่ในกรง ขนของมันสว่างจ้าเกินไป”​ – เอลลิส บอยด์ เรดดิ้ง (เร้ด)

– ขอให้ทุกคนมีความหวังครับ –

เกร็ดเพิ่มเติม

  • ก่อนที่ทิม รอบบินส์จะมารับบทแอนดี้ ดูเฟรน บทนี้เกือบตกเป็นของทอม แฮงค์ที่สนใจบทมากและอยากจะมารับงานนี้ แต่ก็ต้องพลาดไปเพราะว่าติดคิวถ่ายหนังอีกเรื่องหนึ่งอยู่ และหนังเรื่องนั้นก็คือ Forrest Gump นั่นเอง (ถ้าคิวไม่ชนนี่ก็เป็นคนที่ดูเหมาะมากๆกับบทนี้นะ)
  • นอกจากทอม แฮงค์ อีกคนที่เกือบได้รับบทนี้ก็คือ เควิน คอสเนอร์ แต่เขาก็ดันรับเล่นหนังอีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว ซึ่งก็เป็นหนังตำนานอีกหนึ่งเรื่องที่ฉายในปีต่อมา นั่นคือ Waterworld
  • ในหนังจะมีภาพของเร้ดตอนเด็กสมัยที่เพิ่งถูกจับ ซึ่งภาพนั้นไม่ใช่การใช้รูปมอร์แกน ฟรีแมนมาทำโฟโต้ช็อป แต่เป็นภาพของลูกชายจริงๆของเขา อลอนโซ่ ฟรีแมน ซึ่งลูกชายเขาก็มาเล่นหนังจริงๆด้วยเป็นหนึ่งในกลุ่มนักโทษ
  • เร้ดตามที่อยู่ในหนังสือ จริงๆแล้วไม่ใช่ชายแก่ แต่เป็นหนุ่มไอริชวัยกลางคนซึ่งไว้ผมสีแดง
  • ตอนนี้ Netflix เอากลับมาให้สตรีมใหม่ ใครอยากดูตอนนี้รีบจัดเลย