By C.Write

If we burn, you burn with us!”

ประโยคอันทรงพลังถูกเปล่งออกจากปากของแคตนิสที่ตะโกนใส่กล้องถ่ายทอดผ่านการนำเสนอของกลุ่มผู้ปฏิวัติในเขต 13 จนกลายเป็นข้อความสำคัญที่จุดประกายเพลิงในใจของเหล่าผู้คนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจที่กดขี่พวกเขามาตลอดชีวิต

The Hunger Games เป็นนวนิยายชุดขายดีแต่งโดย “ซูซาน คอลินส์” (Suzanne Collins) และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชุด 4 ภาคที่ฮิตเป็นพลุแตกในกลุ่มวัยรุ่นหลังจากที่ภาคแรกเข้าฉายในปี 2012 โดยเป็นเรื่องราวในปี 2174 ดินแดนที่ชื่อ “เพเน็ม” (Panem) ซึ่งแบ่งออกเป็น 13 เขตการปกครอง และมีเมืองหลวงที่ชื่อ “แคปิตอล” (Capital) ซึ่งเจริญรุ่งเรือง มีเทคโนโลยีล้ำสมัยกว่าเขตอื่นเป็นอย่างมาก เขต 13 พยายามทำการปฏิวัติแต่ไม่สำเร็จ จนโดนแคปิตอลสิ่งกองกำลังไปทำลายจนย่อยยับไม่เหลือ นับแต่นั้นมาในทุกๆปี แคปิตอลจะจัดการแข่งขันที่เรียกว่า Hunger Game โดยให้คนหนุ่มสาวอายุ 12-18 ปีจาก 12 เขตที่เหลือสุ่มจับฉลากเพื่อเป็น “เครื่องบรรณาการ”​ (Tribute) คู่หนุ่มสาวผู้โชคดีจากทั้ง 12 เขตจะต้องเข้าร่วมแข่งขันในเกม โดยมีกติกาให้ทุกคนฆ่ากันเองจนเหลือคนสุดท้ายที่รอดชีวิต

เกมดำเนินอย่างต่อเนื่องจนในการจัดแข่งเกมครั้งที่ 74 “แคตนิส เอเวอร์ดีน” (Katniss Everdeen) หญิงสาวจากเขต 12 มีเหตุต้องกลายเป็นเครื่องบรรณการคู่กับ “พีต้า เมลลาร์ก” (Peeta Mellark) ชายหนุ่มจากเขตเดียวกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่การปฏิวัติของประชาชนชาวเพเน็ม เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นได้อย่างไร ความหมายที่แท้จริงของเกมคืออะไร มาร่วมขบคิดไปพร้อมๆกัน

ความฝันที่ถูกกดขี่ของคนหนุ่มสาว

ในช่วงชีวิตของมนุษย์หนึ่งคน ช่วงที่เราเริ่มต้นความฝันที่อยากจะเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ คือ ช่วงวัยมัธยม มหาวิทยาลัย ในเพเน็มนั้นช่วงวัยที่จะเข้าข่ายถูกเลือกเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ช่วง 12-18 ปี เป็นช่วงที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ความฝันกำลังสุขงอม เข้าสู่วัยกำลังมีความรัก เริ่มต้นการประกอบอาชีพ สร้างครอบครัวแต่สิ่งเหล่านั้นกลับถูกเหนี่ยวรั้งไว้ พวกเขาไม่กล้าฝัน ไม่กล้ารัก เพราะไม่รู้ชะตาว่าตัวเองนั้นจะต้องถูกพรากไปในปีไหน หากคิดหนีครอบครัวก็อาจต้องลำบาก นี่จึงเป็นเหมือนเกมที่ถูกสร้างมาเพื่อกดขี่ทั้ง 12 เขต บอกให้รู้ว่าแคปิตอลสามารถควบคุมปลูกฝังความคิดของเหล่าเด็กรุ่นใหม่ให้ต้องยอมกับอำนาจที่ควบคุมเอาไว้ในช่วงหนุ่มสาว

อนาคตคือสิ่งที่ต้องปกป้อง

ในการจับฉลากคัดเครื่องบรรณาการครั้งที่ 74 ในเขต 12 ชื่อของฝ่ายหญิงที่ถูกจับขึ้นมาครั้งแรกนั้นไม่ใช่แคตนิส แต่คือน้องสาวของเธอ “พริมโรส เอเวอร์ดีน” ที่เพิ่งอายุเพียง 12 และเพิ่งมีชื่อในโถจับฉลากเป็นครั้งแรก นั่นทำให้แคตนิสต้องตัดสินใจอาสาตัวเองเป็นเครื่องบรรณาการแทนที่น้องสาว ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านเป็นครั้งแรก เพื่อปกป้อง “อนาคต” ของครอบครัว ซึ่งก็คือน้องสาวคนเล็กของเธอเอง เรื่องราวของเธอกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่ว เพราะไม่เคยมีใครอาสาตัวเองเข้าสู่เกมมาก่อนและนั่นคือจุดเริ่มต้นของประกายความคิดที่ว่า ทำไมเราถึงต้องยอมสยบให้กับกฎหมายไม่เป็นธรรมที่กดขี่เรามาอย่างยาวนาน?

ชัยชนะที่แท้จริงคือชนะใจผู้คน

เมื่อเข้าสู่แคปิตอลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกม หนุ่มสาวจากทั้ง 12 เขตจะต้องฝึกฝนความสามารถในการสังหาร รวมไปถึงออกรายการโทรทัศน์ เพื่อเรียกเรตติ้งจากกลุ่มเศรษฐีนักพนันที่จะลงเงินสนับสนุนพวกเขา ยิ่งเรตติ้งมากหรือได้รับความสนใจจากกลุ่มคนมากๆ พวกเขาอาจจะได้รับการช่วยเหลือพิเศษในเกม ซึ่งแคตนิสก็ทำได้ดีเกินคาดเรื่องราวการอาสาแทนน้องสาวทำให้หลายคนชื่นชอบในตัวเธอ และเรียกเธอว่า “สาวน้อยผู้มากับไฟ” นอกจากคนในแคปิตอลแล้ว เธอยังเริ่มชนะใจผู้คนจากเขตอื่นๆ เมื่อในเกมเธอเล่นโดยไม่มุ่งเน้นการสังหาร แต่กลับช่วยเหลือคนจากเขตอื่นๆ แม้จะยังไม่ชนะเกมแต่เธอเริ่มชนะใจผู้คนด้วยความจริงใจ ในสังคมจริงๆ ผู้ปกครองที่ดี คือ ผู้ที่ชนะใจคน

สัญลักษณ์แห่งการต่อต้าน

ทุกการปฎิวัติล้วนมีสัญลักษณ์หรือวาทะกรรมให้จดจำ เมื่อเกมดำเนินต่อไป “ริว” ถูกสังหารและแคตนิสก็ฝังศพให้เธออย่างสวยงามพร้อมกับทำสัญลักษณ์ นำสามนิ้วมาจูบพร้อมกับ “ชูสามนิ้ว” ให้กับกล้องถ่ายทอด ซึ่งท่านี้ได้กลายเป็นการทำสัญลักษณ์ที่สำคัญ ผู้คนต่างเริ่มใช้ท่านี้ในการแสดงออกถึงการต่อต้าน ผู้คนต่างเขตต่างๆที่เชื่อในแคตนิสก็เริ่มทำท่านี้ตาม จนกลายเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังที่คนใช้ในการแสดงการต่อต้านต่อแคปิตอล มันคือการบ่งบอกว่าประชาชนเพเน็มแปลว่าอิสระ และเราจะไม่ยอมเป็นทาสใครอีกแล้ว

ศัตรูที่แท้จริง

หลังจากแคตนิสและพีต้าต่อสู้จนเอาชนะการแข่งขันมาได้ (จบภาคแรก) พวกเขาต้องเผชิญกับ “กติกาที่ไม่เป็นธรรม” อีกครั้ง เมื่อจู่ๆแคปตอลก็ตั้งกติกาพิเศษขึ้นมากันเองในวาระการแข่งขัน Hunger Game ครั้งที่ 75 โดยให้ผู้ที่เคยแข่งชนะเกมที่ยังมีชีวิตต้องถูกจับฉลากเข้าร่วมการแข่งขันอีกครั้ง แคตนิสต้องพบกับ “ศัตรู” ที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะเธอรู้ว่าผู้ที่รอดชีวิตจากเกมนั้นมาได้ย่อมต้องมีฝีมือสังหารที่ไม่ธรรมดา แต่ครั้งนี้สิ่งที่ต่างออกไปคือการมี “พันธมิตร” ระหว่างเขต ทั้ง 12 เขตแบ่งออกเป็นเขตที่ยังภักดี และเขตที่อยากปลดแอกจากแคปิตอล แต่ในขณะแข่งเกมที่มีเป้าหมายเพื่อรอดชีวิต แคตนิสไม่สามารถเชื่อใจใครได้นอกจากพีต้า แต่ศัตรูที่แท้จริงของเธอไม่ใช่ตัวแทนจากเขตอื่น แต่กลับเป็น “แคปิตอล” นั่นเองที่พยายามใช้อำนาจที่มีสร้างสถานการณ์ในเกมเพื่อกำจัดแคตนิสที่กระด้างกระเดื่อง ท่ามกลางกระแสที่ผู้คนเริ่มลุกขึ้นต่อสู้ทั่วเพเน็ม แคตนิสเปิดฉากการตอบโต้แคปิตอล โดยการแผลงศรพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทำลายโดมที่เป็นสถานที่จัดเกม เหมือนเป็นสัญญานการลั่นกลองรบเปิดฉากการปฎิวัติของชาวเพเน็ม ในบางการต่อสู้บางทีเราก็ห้ำหั่นกันจนลืมไปว่า เป้าหมายที่แท้จริงของเราคืออะไร ความตั้งใจตั้งต้นของเราคืออะไร

เกมที่ไม่มีวันจบ?

หลังทำลายโดม แคตนิสถูกช่วยไว้โดยกองทัพจากเขต 13 ที่ทุกคนคิดว่าถูกทำลายไปแล้ว ผู้นำของเขต 13 คือ “อัลม่า คอยน์” (Alma Coin) สร้างเธอให้เป็น Propaganda ใหม่ในการปฏิวัติแคปิตอล ประชาชนทั่วเพเน็มประกาศปลดแอกไม่ขึ้นกับเมืองหลวงอีกต่อไป การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนถึงจุดที่ทุกคนคิดว่าสิ้นสุด สโนว์โดนจับตัวและเตรียมรับโทษประหาร แต่คอยน์ที่เคยกล่าวว่าเพเน็มต้องมีผู้นำกลับมาจากการเลือกตั้งกลับกล่าวว่าในช่วงเวลาที่เพเน็มยังไม่สงบสุขแบบนี้คงยังจัดเลือกตั้งไม่ได้ ทำตัวเป็นเหมือนเผด็จการทหารที่รัฐประหารประเทศเดิมและแต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ที่พร้อมจะปกครองเพเน็มอย่างเป็นธรรม และขอใช้เวลาไม่นานสัญญาจะคืนความสุขให้ชาวเพเน็ม โดยการควบคุมความสงบขั้นแรกคือการจัด Hunger Game ขึ้นอีก และให้เด็กชั้นสูงที่เคยอยู่ในแคปิตอลเป็นผู้เล่น เมื่ออุดมการณ์ได้เปลี่ยนไป และเพเน็มกำลังเข้าสู่วังวนเกมแห่งความหิวอำนาจอีกครั้ง แคตนิสจึงสังหารคอยน์และกลับบ้านเกิด ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบกับพีต้า ไม่มี Hunger Game อีกต่อไป

The Hunger Games เป็นนวนิยายชุดมีจำนวน 3 เล่ม ชื่อ 1.The Hunger Games 2.Catching Fire 3.Mockingjay แต่สำหรับภาพยนตร์มีทั้งหมด 4 ภาค เนื้อเรื่องอิงตามหนังสือ แต่ Mockingjay นั้นแบ่งออกเป็น Part1&2 ตัวหนังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการต่อต้านระบบที่ไม่เป็นธรรม แคตนิสนางเอกคนสำคัญเปรียบเสมือนตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจที่กดขี่ โดยแคตนิสถูกตั้งฉายาโดยกลุ่มปฏิวัติว่า “Mockingjay” มาจากนกสายพันธุ์ที่ผสมพันธุ์ระหว่าง “Jabberjays” นกที่มีความสามารถในการเลียนเสียงบทสนทนา (นึกอารมณ์เจ้าขุนทอง) แต่ Jabberjays มักถูกใช้ในการทหารเพื่อดักฟังข้อมูลและรับข้อมูล แต่เมื่อถูกปล่อยข้อมูลลวงเยอะๆ Jabberjays จึงถูกปล่อยออกสู่ธรรมชาติและไปผสมพันธุ์กับ MockingBird แต่ความสามารถที่ส่งต่อมาเหลือเพียงการเลียนเสียงโน๊ตดนตรี นก MockingJay จึงเปรียบเสมือนการพัฒนาของคนที่ก้าวพ้นการรับข้อมูลถูกๆผิดๆสองด้าน เหลือเพียงการเลือกรับเอาแต่ด้านดีๆเอาไว้ ไม่ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่ต้องเลือกรับข้อมูลจากหลายด้าน และกลั่นกรองเลือกรับสิ่งที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้กับเขา เหมือนกับแคตนิสที่เชื่อว่าอนาคตที่ดีของเพเน็มนั้นเป็นไปได้ Hunger Games ก็เปรียบเสมือนกับเกมของผู้มีอำนาจที่สร้างกติกามาเพื่อกดขี่คนเอาไว้ และตัวผมก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าคนรุ่นใหม่จะกลายร่างเป็น Mockingjay นำพาเราสู่อนาคตที่เป็นอิสรภาพเช่นกัน

เกร็ดเพิ่มเติม

  • หนังสือชุด The Hunger Games ได้รับรางวัลมากมาย เช่น หนังสือยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี 2008 จาก Publishers Weekly ของอเมริกา หนึ่งในห้าอันดับหนังสือที่ขายดีที่สุดใน Kindle หนึ่งในสิบหนังสือที่ดีที่สุดของวัยรุ่นจากสมาคมห้องสมุดอเมริกัน
  • Jennifer Lawrence ผู้รับบทแคตนิสแจ้งเกิดสุดๆ ส่งผลให้เธอได้รับโอกาสตามมาอีกมากมาย จนเธอได้พิสูจน์ว่าเป็นนักแสดงคุณภาพได้รับออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงจากเรื่อง Silver Linings Playbook
  • ก่อนหน้าที่บทแคตนิสจะตกเป็นของ Jennifer มีดาราดังมากมายมาออดิชั่นบทของแคตนิส หนึ่งในนั้นคือ Chloe Moretz ผู้ที่คนอาจจะรู้จักกันในบท Hit Girl จากเรื่อง KickAss
  • ในภาคแรกจะเห็นภาพชนชั้นสูงในแคปิตอลนั้นแต่งตัวแต่งหน้าทำผมกันฉูดฉาดมาก จึงต้องมีการทำวิกผมสำหรับให้ตัวประกอบใส่เป็นประชากรในแคปิตอล โดยมีจำนวนมากถึง 450 แบบ
  • หลายคนคิดว่าแรงบันดาลใจในการเขียน Hunger Games มาจาก Battle Royale ซึ่งเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นเกี่ยวกับการจับนักเรียนมาแข่งฆ่ากัน แต่ซูซาน คอลลินส์ผู้แต่งได้บอกว่าจริงๆเธอได้แรงบันดาลใจมาจากคืนหนึ่งที่เธอนั่งดูเปลี่ยนช่องทีวีไปมาและเห็นภาพของรายการเรียลลิตี้โชว์มากมาย ตัดสลับกับภาพสงครามอิรักจึงได้คอนเสปของหนังสือ และเธอไม่เคยได้ยินชื่อ Battle Royale มาก่อนเลย
  • ปีนี้ซูซานเขียนหนังสือในจักรวาล Hunger Games ขึ้นมาอีกเล่มชื่อว่า The Ballad of Songbirds and Snakes เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สโนว์สมัยหนุ่มและ Hunger Game ครั้งที่ 10
  • สัญลักษณ์ชูสามนิ้วในเรื่อง หมายถึง การสรรเสริญ การขอบคุณและการบอกลา ซึ่งได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปฏิวัติในเพเน็ม และเป็นแรงบันดาลใจของการชูสามนิ้วของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย