By C.Write

“What’s happened, happened” (อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด) – Neil

นับตั้งแต่เข้าโรงฉายที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม TENET ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยถูกเรียกอย่างขำๆว่าเป็น “หนังที่สปอยล์ไม่ได้” เพราะว่าคนที่ไปดูก็ไม่รู้ว่าจะเล่าความซับซ้อนของมันยังไงเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นแนวทางการกำกับของผู้กำกับแห่งยุคอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่เคยฝากผลงานชวนคิด (หรือชวนปวดหัว) เอาไว้อย่าง Interstellar ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับความผันผวนทฤษฎีสัมพันธภาพ หรือ Inception ที่เล่าเกี่ยวกับการเดินทางท่องไปในความฝันซ้อนความฝันที่เวลาเดินไม่เท่ากัน หรือ Memento ที่เล่าเรื่องโดยใช้วิธีย้อนกลับจากตอนจบไปถึงตอนเริ่มสืบคดีฆาตกรรมจากตัวเอกที่มีความผิดปกติทางสมองจึงสามารถจำอะไรได้แค่ 10 นาที แต่ละเรื่องล้วนเป็นความหมกมุ่นของโนแลนเกี่ยวกับการเดินทางของเวลา รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง TENET ที่ใช้เวลาพัฒนาเขียนบทถึง 5 ปีจนได้มาเป็นพลอทที่สุดจะซับซ้อนแบบที่เราได้ดูกัน

เนื้อเรื่องฉบับย่อของ TENET เล่าถึงตัวละคร The Protagonist (แปลว่า “ตัวเอก” ง่ายๆก็คือพระเอกของเราไม่มีชื่อในหนังนั่นเอง) ตัวเอกผู้รับบทโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน เป็นหนึ่งในสายลับ CIA ที่ถูกคัดเลือกให้เข้าสู่องค์กรลับที่ชื่อว่า “เทเน็ท” ตัวเอกพบว่าโลกกำลังถูกคุกคามจากคนในอนาคต ตัวเอกได้พบกับผู้ช่วยชื่อ นีล (Neil) ทั้งสองช่วยกันสืบจนรู้ว่า อังเดร เซเทอร์ (Andrei Sator) เศรษฐีชาวรัสเซียเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับอนาคตได้ ตัวเอกเลยพยายามแทรกซึมเข้ามาสืบหาความจริงผ่านทาง แคทเธอรีน บาร์ตัน (Katherine Barton) เมียที่ระหองระแหงกันของเซเทอร์ ตัวเอกเข้าถึงตัวเซเทอร์แต่ถูกจับได้ เลยอาสาขโมย “พลูโตเนียม” เพื่อแลกกับอิสรภาพของแคท ตัวเอกขโมยมาได้แต่เอาไปซ่อน เซเทอร์เลยสอบปากคำตัวเอกด้วยการยิงกระสุนย้อนกลับใส่แคท ตรงนี้เองที่ทำให้ตัวเอกรู้ถึงประตูหมุนหรือเครื่องที่จะเดินทางย้อนกลับสวนกระแสของเวลาได้ พระเอกเดินทางย้อนเวลากลับไปเพื่อรักษาแคทที่โดนกระสุนยิง และได้พบว่าคนในอนาคตพยายามทำลายโลกโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “อัลกอรึทึ่ม” ที่มีจำนวน 9 ชิ้น ทำให้มีความสามารถในการย้อนกลับโลก (ง่ายๆก็คือโลกถูกทำลาย) ซึ่งเซเทอร์ก็รวบรวมมาได้ครบทุกชิ้นแล้ว และในตัวของเซเทอร์มีสวิทช์ที่ถ้าตัวเองตายจะทำให้อัลกอรึทึ่มทำงาน แคทจึงย้อนกลับไปเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้เซเทอร์ตาย รวมถึงทีมเทเน็ทก็ย้อนกลับไปเพื่อกันไม่ให้อัลกอริทึ่มทำงานได้ หลังฉากต่อสู้ระหว่างโลกที่เดินไปข้างหน้ากับคนที่ย้อนกลับมา ตัวเอกและทีมเทเน็ทป้องกันอัลกอริทึ่มไว้ได้ นีลเฉลยว่าตัวเขาเป็นทีมเทเน็ทที่ตัวเอกคัดเลือกมาจากอนาคตและเดินทางย้อนกลับมาเพื่อแก้ไขทุกสิ่ง และผู้ก่อตั้งเทเน็ทก็คือตัวเอกเองในอนาคต

เอาจริงๆ แค่เนื้อเรื่องย่อคงเพียงพอแค่ทำให้คุณ “สนุก” ไปกับภาพยนตร์ได้แต่อาจจะยังไม่เข้าใจถึงการเดินทางของเวลา กับเงื่อนไขต่างๆภายในเรื่อง เอาเป็นว่ามาทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆกันในภาพรวมไปทีละเรื่องพร้อมกัน

การเดินทางย้อนกลับ (Inverted)

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจเลยคือ การเดินทางของเวลา หลายๆท่านอาจจะคุ้นเคยกับการเดินทางย้อนเวลาจากภาพยนตร์หลายๆเรื่องอย่างเช่น Back to The Future, About Time หรืออย่างหนังของมาร์เวลอย่าง Avengers Endgame ก็มีการเดินทางย้อนเวลา แต่โดยทั่วไปแล้วการเดินทางย้อนเวลาจะเป็นการเดินทางจากเวลา ณ ขณะหนึ่ง ไปอีกจุดหนึ่ง วาร์ปไปเลย ตัวเราในปัจจุบันวาร์ปไปสู่อดีตในทันที (ตัวเราในปัจจุบันก็หายไปโผล่ในอดีต) ซึ่งเงื่อนไขของแต่ละเรื่องก็ต่างกันไป อย่างเช่น วาร์ปกลับไปแล้วไปแทนที่ตัวเราในอดีตเลย (About Time) วาร์ปไปแล้วยังเห็นตัวเราในอดีตอยู่ (Avengers Endgame) แต่ใน TENET การเดินทางย้อนเวลาไม่ใช่การวาร์ป แต่เป็นการย้อนกลับแบบเส้นตรง ถ้าคุณกำลังเดินไปข้างหน้า อยากย้อนเวลาก็ต้องเดินไปข้างหลัง โดยผ่านประตูหมุนซึ่งเป็นเครื่องย้อนกลับเอนโทรพี นั่นทำให้คุณสามารถย้อนเวลาได้กลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆในอดีตได้ ลองดูภาพด้านล่างเพื่อความเข้าใจมากขึ้น

จะเห็นการเดินทางของเวลาที่ไม่เหมือนกัน เมื่อเราอยากเดินทางย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน แบบทั่วไปจะต้องวาร์ปเพื่อย้อนกลับมาที่เดิม แต่ใน TENET ต้องเข้าประตูหมุนอีกครั้งเพื่อจะเดินทางสวนเวลากลับมาที่จุดเดิม

เอนโทรพี (Entropy)

ในภาพยนตร์มีเอ่ยถึงสิ่งที่เรียกว่า “เอนโทรพี” แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ (รวมถึงผม) ฟังไม่น่าจะทัน เพราะกว่าจะทำความเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร นักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายในเรื่องก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแล้ว ผมกลับมาที่บ้านและพยายามหาอ่านและหาข้อมูลจากหลายๆบทความ แต่ก็พบแต่คำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจยากเหลือเกิน เอาเป็นว่า ผมจะพยายามอธิบายในแบบที่ย่อยมาแล้วและตีความในบริบทในภาพยนตร์ให้เข้าใจได้ง่ายๆ (ในแบบที่ผมเข้าใจ) ตามนี้นะครับ

เอนโทรพีเป็นค่าวัดค่าหนึ่งที่ในภาพยนตร์ถือเป็นค่าของสถานะที่สสารทุกชนิดมีอยู่ในตัว เทียบง่ายๆ เช่น เวลาเดินไปข้างหน้า ค่าเอนโทรพีก็เป็นบวกไปเรื่อยๆ ถ้าค่าเป็น 0 ก็คือทุกอย่างจะหยุดนิ่ง แต่ในอนาคตนั้นค้นพบเทคโนโลยีที่สามารถทำให้ค่าเอนโทรพีของสสารหนึ่งกลายเป็นลบ ผลที่ได้ก็คือ วัตถุชิ้นนั้นจะย้อนกลับสวนกระแสของทุกๆอย่าง รวมไปถึงเวลาด้วย ซึ่งในหนังนั้นพยายามทำให้เราเห็นในหลายๆฉาก อย่างเช่น คนที่เดินไปข้างหน้าก็จะเดินย้อนกลับ ถ้าของนั้นเดิมไฟลุก มันก็จะแข็งตัว ถ้าอากาศเคยไหลเข้าปอด มันก็จะถูกดูดออก เป็นต้น ส่งผลให้เวลาที่เราเดินทางย้อนกลับ ทุกคนต้องสวมหน้ากากหายใจ เพราะว่าอากาศจะไหลออกจากปอด ทำให้ตายได้ รวมถึงหนังพยายามเอา “สี” มาเล่นเพื่อให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้นคือ ในจุดที่เป็นห้องที่มีประตูย้อนกลับ เวลาที่เดินปกติเป็นสีแดง แต่ถ้าย้อนกลับแล้วจะกลายเป็นสีน้ำเงิน

ทฤษฎีคุณปู่แห่งความขัดแย้ง (The Grandfather Paradox)

ด้วยความที่เอนโทรพีนั้นเป็นทฤษฎีที่ผมคิดว่าถ่ายทอดออกมาเป็นภาพหรือเป็นเรื่องราวได้ยาก มันไม่สามารถอธิบายเป็นภาพได้ในทุกเรื่อง ไม่เหมือนสมการที่หาคำตอบได้เป็นตัวเลข เช่น ถึงเดินทางย้อนกลับไปแก้ไขในอดีตได้ แต่ในเมื่อเวลาทุกอย่างเดินเป็นเส้นตรง ดังนั้นเวลาปัจจุบัน เกิดอะไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้วรึเปล่า เขียนไปเขียนมาก็เริ่มงง เอาเป็นว่าในหนังก็มีเปิดช่องว่างที่เป็นประโยคที่ทำลายกำแพงและเงื่อนไขทุกอย่างเอาไว้ด้วย ก็คือ “ทฤษฎีคุณปู่” ซึ่งนีลเป็นคนพูดกับตัวเอกไว้ว่า ถ้าสมมติว่าเราเดินทางย้อนเวลากลับไปฆ่าปู่ของตัวเองจะเกิดอะไรขึ้น? งั้นตัวเราก็จะไม่เกิดขึ้นใช่ไหม? แล้วถ้าตัวเราไม่เกิดขึ้นมาแล้วเราจะเดินทางย้อนเวลาได้ยังไง? ก็จะไม่มีเราตั้งแต่ต้น ดังนั้นเราจึงย้อนกลับไปฆ่าปู่ไม่ได้ ปู่ก็เลยไม่ตาย เราเลยเกิดขึ้นและเราก็มาตั้งคำถามว่ากลับไปฆ่าปู่ได้ไหม? ถ้ากลับไปฆ่าเราก็ไม่เกิด กลายเป็นความขัดแย้ง (Paradox) ซึ่งทำลายคำถามทุกอย่าง คำถามที่เกิดขึ้นในตัวผมตลอดเวลาตอนดูอย่างเช่น กระสุนย้อนกลับมาอยู่ตรงกำแพงนี้ได้ไงตั้งแต่เริ่ม แสดงว่าก็ต้องมีคนยิงไว้ แล้วใครเป็นคนยิงในเมื่อเวลาปกติตัวเอกเห็นว่ามีฝังอยู่ในกำแพงแล้ว และเมื่อตัวเอกที่ย้อนกลับมายิงกระสุนย้อนกลับ (ต้องเรียกว่ารับกระสุนสิ) แล้วกระสุนมายังไง ตรงนี้ผมคิดว่าหนังไม่ได้ให้คำตอบกับรายละเอียดส่วนนี้ หรืออาจจะมีแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ อาจจะเป็นส่วน Paradox ที่เป็นคำตอบที่ถมช่องว่างนี้ว่ามันมีสิ่งที่หาคำตอบไม่ได้อยู่ อย่าไปคิดมากเลยเว้ย อะไรจะเกิดมันก็เกิดแหละ

เนื้อเรื่อง Storyline

เนื้อเรื่องจริงๆแล้วถ้าลงรายละเอียด หนังแบ่งออกเป็นฉากที่สำคัญๆไม่กี่ฉาก แต่ในฉากเดียวกันนั้นมีสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติและตอนที่ตัวเอกเดินทางกลับไปแก้ไขบางสิ่งบางอย่างในช่วงเดียวกัน ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกมา (คร่าวๆ) ได้ตามนี้ครับ

SceneTimeline ที่เดินไปข้างหน้าTimeline โลกย้อนกลับ
โรงละครโอเปร่าตัวเอกเข้าปล้นโรงละครเพื่อขโมยวัตถุชิ้นหนึ่งและช่วยเหลือสายลับคนหนึ่งที่ถูกเปิดโปง ผู้ชายสวมกระเป๋าที่มีด้ายแดงช่วยพระเอกเอาไว้ไม่ให้ถูกยิง ตัวเอกถูกคัดเข้าโครงการเทเน็ท เจอกับนักวิทยาศาสตร์และรู้ถึงการย้อนกลับผ่านกระสุนที่ผ่านการยิงรังสีเอนโทรพี สืบก็รู้ว่ากระสุนนี้คนขายอยู่ที่มุมไบนีลในกระเป๋าที่มีด้ายแดงกลับมาช่วยตัวเอกตอนเริ่ม? (ในหนังไม่ได้บอก)
เวียดนาม & สตัลส์12แคทเธอรีนอยู่บนเรือยอชกับเซเทอร์ที่เวียดนาม ทั้งสองมีปากเสียงกันแคทแล่นเรือออกมากับลูก แคทเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดออกจากเรือเซเทอร์ย้อนกลับมาแล้วเข้าประตูหมุนไปเจอแคทที่เวียดนาม ตัวเอกกับนีลพร้อมทีมเทเน็ทย้อนกลับที่สตัลส์ 12 เพื่อหยุดอัลกอริทึ่ม โดยใช้ “ปฏิบัติการแบบคีม” คือ ตัวเอกตีโอบทั้งเวลาปกติก่อนระเบิด 10 นาทีและนีลอยู่ทีมที่บุกในเวลาย้อนกลับ โดยมีจุดตรงกลางคือเวลาที่อัลกอริทึ่มจะระเบิด ด้วยการช่วยเหลือจากนีลที่ย้อนกลับมาช่วยทำให้หยุดอัลกอริทึ่มได้ทัน แคทย้อนกลับมาแผลหายแล้วก็เข้าประตูหมุนขึ้นไปบนเรือแล้วฆ่าเซเทอร์ ซึ่งตัวเอกก็หยุดอัลกอริทึ่มไว้แล้วสวิทช์ที่จะทำงานตอนเซเทอร์ตายจึงไม่ทำงาน ตัวเอก นีลและทีมแบ่งส่วนของอัลกอริทึ่มทั้ง 9 แยกย้ายเอาไปซ่อน นีลเปิดเผยว่า เทเน็ทที่จริงแล้วถูกก่อตั้งโดยตัวเอก และตัวเอกนั่นแหละที่เป็นคนคัดเลือกนีลเข้าทีม นีลเดินแยกไปสะพายกระเป๋าที่มีด้ายแดง
มุมไบตัวเอกเจอกับนีลครั้งแรกและบุกเข้าตึกแห่งหนึ่งไปเจอกับนักค้าอาวุธ ชื่อ พรีย่า ที่บอกว่าได้กระสุนมาจากเซเทอร์
ลอนดอนตัวเอกสืบเพื่อเข้าถึงเซเทอร์ก็ค้นพบว่าต้องเข้าผ่านแคทที่เป็นเมีย ตัวเอกไปพบต่อรองกัน สุดท้ายมีงานศิลปะที่เซเทอร์ที่เก็บไว้ที่ Freeport สนามบิน Oslo ตัวเอกเลยจะไปปล้นมาให้
สนามบิน Oslo โรงเก็บของ Freeportตัวเอกบุกไปปล้นโดนให้คนขับเครื่องบินมาชนเพื่อสร้างสถานการณ์ ตัวเอกพบกับประตูหมุนเป็นครั้งแรก และได้สู้กับชายสวมหน้ากากดำที่มาจากโลกย้อนกลับ ชายคนนั้นวิ่งเข้าประตูหมุนไปโผล่หานีล ต่อสู้กันแต่นีลปล่อยเขาหนีไปได้ตัวเอกนั่งเรือย้อนกลับมากับนีลจนถึงสนามบินแล้วพยายามจะเอาแคทเข้าประตูหมุน แต่ตัวเอกดันโดนกระแทกทำให้ต้องเข้าไป สู้กับตัวเอง ระหว่างสู้ก็มีจังหวะต้องเข้าประตูหมุนไปเวลาปกติเจอ นีลสู้กันจนหน้ากากหลุด นีลเห็นว่าเป็นตัวเอกเลยปล่อยไป ตัวเอกแยกไปพบพรีย่า ที่อธิบายเรื่องอัลกอริทึ่ม เซเทอร์เก็บครบ 9 ชิ้นแล้ว ต้องย้อนกลับไปหยุด
เรือของเซเทอร์ตัวเอกแทรกซึมเข้ามาหาเซเทอร์จนได้ พบว่าเซเทอร์ได้วัตถุบางอย่างมาจากอนาคต เซเทอร์จับตัวเอกได้และทำเงื่อนไขต่อรองให้พระเอกไปขโมยพลูโตเนียม
ปล้นพลูโตเนียมบนไฮเวย์ตัวเอกขโมยสำเร็จ กำลังหนีอยู่ในรถ BMW กับนีล แต่ถูก เซเทอร์ร่างย้อนกลับ ที่จับแคทไว้และขอให้ส่งพลูโตเนียมไป ระหว่างสู้กันมี รถสีเงินที่คว่ำอยู่จู่ๆก็ย้อนกลับมาปกติแล้ววิ่งถอยหลังคู่กันไป ตัวเอกจึงโยนพลูโตเนียมใส่เข้ารถคันนั้นแล้วโยนกล่องไปให้เซเทอร์ สู้กันไปมาสุดท้ายพระเอกกับแคทโดนจับเซเทอร์ที่ย้อนกลับมาไม่เจอพลูโตเนียมใน BMW เลยขับย้อนกลับไปตอนปล้นเพื่อหาว่ามันอยู่ไหน ตัวเอกที่ย้อนกลับมาก็ขับรถสีเงินไปที่ไฮเวย์แล้วก็พบว่าพลูโตเนียมย้อนกลับมาอยู่ในรถของตัวเอง สุดท้ายโดนรถเซเทอร์กระแทกคว่ำ เซเทอร์รู้แล้วว่าของอยู่ในรถสีเงินตัวเอก จึงย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นที่รถสีเงินจอดไว้ก่อนตัวเอกจะขับออก แล้วเซเทอร์ก็เอาพลูโตเนียมไปได้
ห้องประตูหมุนตัวเอกถูกจับมาสอบปากคำ เซเทอร์ย้อนกลับ จับแคทเป็นตัวประกันพร้อมถามว่าพลูโตเนียมอยู่ไหน แล้วยิงกระสุนย้อนกลับ ใส่แคท ตัวเอกโกหกว่าอยู่ในรถ BMW เซเทอร์เลยย้อนกลับไปเพื่อหามัน ทีมเทเน็ทมาช่วยตัวเอกไว้ แต่แคทที่โดนกระสุนย้อนกลับไม่สามารถรักษาแบบเวลาปกติได้ ตัวเอกเลยบอกว่าให้เข้าโลกย้อนกลับเพื่อรักษาแล้วค่อยเข้าประตูหมุนออกมาเป็นเวลาปกติที่สนามบิน Osloตัวเอกพาแคทเข้าประตูหมุนมาที่ฝั่งย้อนกลับเพื่อรักษา แล้วขับรถสีเงินย้อนกลับตามเซเทอร์ไป

หรือหากตัวอักษรอาจจะดูยากเกินไป มีภาพ Infographic ที่วาดโดยคนจีนที่ทั้งน่ารักและดูง่ายตามข้างล่างนี้เลยครับ (พยายามหาลิงก์ที่มาแล้วใส่เครดิตแล้วครับแต่ไม่เจอ T_T ขออนุญาตเจ้าของภาพด้วย)

TENET ถือเป็นหนังที่มีบทโคตรจะซับซ้อน หากคุณชอบที่จะคิดชอบจะทำความเข้าใจก็น่าสนุกที่จะได้เรียบเรียง Timeline ว่าเอ้ะ? อะไรเกิดขึ้นก่อนหลัง เป็นหนังที่ไม่ได้จบแค่ในโรง มันกระตุ้นให้คุณไปหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือวิเคราะห์เพิ่มตามสไตล์หนังของโนแลน แต่ถ้าคุณดูแบบไม่คิดมากจนเกินไป ดูเอาอรรถรสก็ถือเป็นหนังที่สนุกตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง พร้อมกับฉากต่อสู้ที่น่าจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกของโลก กับฉากที่มีคนที่เวลาเดินไปข้างหน้ากับเวลาย้อนกลับมาต่อสู้กัน (เห็นแล้วก็เกิดคำถามว่าโนแลนเขาถ่ายทำแต่ละฉากอย่างไร) ทั้งนี้ก็ต้องขอคารวะโนแลนที่หยิบทฤษฎีที่ซับซ้อนมาเล่าเป็นภาพยนตร์ที่สนุกได้ขนาดนี้… แต่ครั้งหน้าขอเข้าใจง่ายกว่านี้นิดนึงก็จะดีมากเลยนะครับพี่โนแลนนนนน (ฮา)

เกร็ดเพิ่มเติม

– TENET เป็นหนังแนวสายลับที่โนแลนเคยบอกว่าอยากทำมานาน เขาเป็นแฟนตัวยงของ 007 ตัวเอกในเรื่องจึงได้รับอิทธิพลมาจากตัวละคร James Bond สังเกตได้จากตัวเอกที่มักจะแต่งกายด้วยชุดสูทสุดเท่และชื่อ The Protagonist ที่เสมือนเป็นชื่อที่ใครก็ได้จะมารับบทบาท

– TENET นั้นเป็นชื่อที่มาจาก SATOR SQUARE เป็นชุดตัวอักษร 5 คำที่ใช้ 5 ตัวอักษรมาเรียงกันไม่ว่าจะอ่านจากทางไหนก็อ่านได้หมด เรียกอักษรลักษณะนี้ว่า อักษร Palindrome ซึ่งเราก็จะเห็นชื่อเหล่านี้ปรากฎในหนัง เช่น ตัวร้ายชื่อ SATOR (เซเทอร์) การปล้นที่โรงละครโอเปร่า OPERA หรือศิลปินที่ออกแบบงานศิลปะในเรื่องชื่อ AREPO และ ROTAS เป็นชื่อของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ Freeport

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นอกจากนี้ TENET ยังตีเป็นคำว่า TEN ที่มาติดกันจากหน้าและหลัง ซึ่งก็ตรงกับฉากไคลแมกส์สุดท้ายของหนังที่มีปฎิบัติการ “การเคลื่อนไหวแบบคีม” (Temporal Pincer Movement)ที่แบ่งทีมเพื่อตีโอบเวลา สิบนาทีจากทั้งหน้าและหลังก่อนที่อัลกอริทึ่มจะทำงาน

– นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ตัวเอกไม่มีชื่อ จริงๆมีภาพยนตร์ดังมากมายที่ตัวเอกไม่มีชื่อ เช่น Drive ที่ตัวเอกคือ The Driver (คนขับรถ) รับบทโดยไรอัน กอสลิง หรือ Kill Bill ที่ตัวเอกที่รับบทโดยอูมาร์ เธอร์แมนถึงคาแรคเตอร์จะเด่นมากแต่กลับไม่มีชื่อ ถูกเรียกว่า The Bride (เจ้าสาว) หรืออย่างหนังสุดฮิตปี 1999 อย่าง Fight Club ตัวเอกที่รับบทโดยเอ็ดเวิร์ด นอร์ตันก็ไม่มีชื่อ ถูกเรียกว่า The Narrator (คนพากษ์)

– โนแลนนั้นได้ไอเดียเกี่ยวกับการ TENET และใช้เวลาในการตกผลึกถึง 20 ปีก่อนจะเริ่มเขียนบทในปี 2014 โดยมี Kip Thorne นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีเป็นผู้ช่วยคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลของบท ทั้งสองเคยร่วมงานกันมาแล้วใน Interstellar

Hans Zimmer นักประพันธ์เพลงคู่บุญของโนแลนคิวแน่นเลยพลาดแต่งเพลงให้กับเรื่องนี้ โนแลนจึงไปได้ Ludwig Goransson ผู้สร้างชื่อจากการประพันธ์เพลงใน Black Panther มาทำเพลงใน TENET แต่ด้วยสถานการณ์ COVID19 ทำให้วงออเครสตร้าไม่สามารถมาอัดเสียงด้วยกันได้ เขาจึงต้องอัดเสียงทุกเครื่องดนตรีที่บ้านของนักดนตรีแต่ละคนแล้วมาประกอบกันที่สตูดิโอของเขาเอง