สมัยก่อนเวลาเราขึ้นเครื่องบินก็แค่แบกกระเป๋าขึ้นไปบนเครื่องได้เลย ไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่เราได้รับการตรวจ ต้องเอากระเป๋าเข้าเครื่องสแกน ตรวจละเอียดยิบ และยิ่งมาเพิ่มมาตรการหลังเหตุการณ์ 9/11 นั้น ทุกอย่างมันมีจุดเริ่มต้นหลังจากวันที่ 24 พฤศจิกายน 1971 ทั้งสิ้น

ช่วงบ่ายของวันดังกล่าว ซึ่งถือเป็นวันThanksgiving Day ของอเมริกา ที่สนามบินพอร์ทแลนด์ ชายคนหนึ่งได้ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวของสายการบิน Northwest Orient Airlines มุ่งหน้าไปซีแอตเติ้ล

เขาแบกกระเป๋าเอกสาร ตั๋วระบุชื่อของเขาว่า Dan Cooper เมื่อขึ้นเครื่อง เขาสูบบุหรี่และสั่งเหล้าเบอเบิ้นด์ผสมโซดา พยานระบุว่า Dan Cooper อายุประมาณ 40 ปี สูงประมาณ 1.78-1.83 เซนติเมตร

เมื่อเครื่องบินขึ้น ราว14.50 น. Dan Cooper ได้ส่งกระดาษให้กับแอร์โฮสเตส แต่เธอไม่ได้เอามาอ่าน จนเขาต้องกระซิบบอกว่า ควรอ่านกระดาษใบนี้

เพราะเขามีระเบิด

สมัยนั้นการไฮแจ็คเครื่องบินมีน้อยมาก และเป็นเรื่องใหญ่ชนิดที่ยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ทางแอร์โฮสเตสตัดสินใจมานั่งข้าง Dan Cooper ซึ่งเปิดกระเป๋าเอกสารพบว่ามีวัตถุคล้าย ๆ ระเบิดอยู่ภายใน เขาเรียกค่าไถ่ต้องการเงินสด 200,000 ยูเอสดอลล่าร์ เชื้อเพลิงในการเติมน้ำมันเครื่องบิน พร้อมร่มชูชีพ

ดังที่กล่าวว่าสมัยนั้นการไฮแจ็คเครื่องบินเป็นเรื่องใหม่มาก เจ้าของสายการบินและเอฟบีไอต่างยอมทำตามเงื่อนไขนั้น ยอมไปก่อนค่อยล่าทีหลัง

ทางเอฟบีไอทำการถ่ายสำเนาเงินสดไว้ หากมีการใช้ที่ไหนก็จะนำไปสู่การจับกุมได้

การส่งมอบเกิดขึ้นที่สนามบินซีเอตเติ้ล มีการปล่อยผู้โดยสารบางส่วน เครื่องบินขึ้นต่อมุ่งหน้าไปทางเม็กซิโก ซิตี้ แต่เมื่อถึงแถวย่านเรโน Dan Cooper ก็เปิดท้ายเครื่องลอยโดดร่มจากเครื่องพร้อมร่มชูชีพ หายตัวไปตลอดกาล

หายไปชนิดที่ว่า ทุกวันนี้ เขาและวีรกรรมของเขา กลายเป็นตำนาน กลายเป็นนิยาย กลายเป็นเพลงที่แต่งให้กับชายคนนี้ โดยไม่มีใครรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นใครกันแน่

เพราะDan Cooper ไม่เคยถูกจับได้

เขากลายเป็นตำนานของของโจรเหนือเมฆผู้หายเข้ากลีบเมฆ- ของจริง พร้อมเงินสด 200,000 ยูเอสดอลลาร์ จนถึงทุกวันนี้ เอฟบีไอ ตำรวจยังควานหาตัวจับไม่ได้เลย กลายเป็นตำนานของการโจรกรรมที่นำไปสู่การก่อเหตุเลียนแบบจำนวนมาก จนต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินจนเป็นอย่างทุกวันนี้ กลายเป็นตำนานของโจรชื่อว่า D.B.Cooper

สังเกตให้ดี จะพบว่าไม่ใช่ Dan Cooper ตามชื่อที่เขาซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่เป็น D.B.Cooper

เรื่องราวของ D.B.Cooper เกิดขึ้นมาได้เพราะการรายงานข่าวของสื่ออเมริกานั่นเอง

หลังเกิดเหตุจี้เครื่องบินใหม่ ๆ สื่อมวลชนพยายามหาข้อมูลกับเรื่องนี้ Clyde Jabin นักข่าวUPI ประจำเมืองพอร์ทแลนด์ ได้เข้าเวรวันนั้นพอดี และได้รับมอบหมายให้เช็กข่าวเรื่องนี้ เขาสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ถึงชื่อคนร้าย

“D.Cooper” เจ้าหน้าที่รัฐพูด

ด้วยการสื่อสารทางโทรศัพท์ที่ไม่ชัด ทำให้Jabinถามกลับไปว่า “D dog หรือ B boy”

“ใช่…” นั่นคือคำตอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ

จากนั้นตำนาน D.B.Cooper ก็เกิดขึ้น จากประโยคนั้น และสื่อมวลชนก็นำเสนอชื่อนี้จนเป็นตำนานถึงทุกวันนี้

ว่ากันว่าเอฟบีไอรู้ดีตั้งแต่แรกแล้วว่า ชื่อนั้นผิด แต่ไม่สนใจจะแก้ไข เพราะห่วงในเรื่องการสืบสวนในคดีมากกว่า

อย่างไรก็ดีมีเรื่องเล่าอีกว่า D.B.Cooper เกิดจากตำรวจและเอฟบีไอได้ข้อมูลมาแบบนี้ แล้วมีแหล่งข่าวหลุดข้อมูลไปถึงหูนักข่าว จึงกลายเป็นชื่อนี้ขึ้นมา

ความผิดพลาดครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลให้กับ Jabin มากนัก ภรรยาของเขาเล่าว่า Jabin ภูมิใจกับข่าวนี้ด้วยซ้ำ และไม่ได้โดนประเด็นชื่อผิดหลอกหลอนไปตลอดชีวิตการทำข่าว ที่จริง Jabin ไม่ใช่นักข่าวหน้าใหม่ เพราะทำงานมาพอสมควรในวงการจนถึงเหตุการณ์จี้เครื่องบินดังกล่าว

ที่จริงสื่ออเมริกาก็เล่นชื่อนี้ตามกันหมด กลายเป็นบทเรียนของการอยากนำเสนอข่าวของสื่อ จนไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด

พูดง่าย ๆ ว่า เน้นเร็วไม่เน้นชัวร์ เลยผิดพลาดอย่างน่าเจ็บใจ

หาก D.B.Cooper ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยากจะเดาว่าเขาจะคิดอย่างไรกับชื่อที่สื่อมวลชนมอบให้ หรือเขาอาจจะหัวเราะ และภูมิใจกับปฏิบัติการของเขาที่ตำรวจและเอฟบีไอจับไม่ได้ มากกว่าจะไปสนใจชื่อที่สื่อมวลชนมอบให้…

ก็เป็นได้

-T-