เกริ่นนำ

“เรายอมรับเลยว่า 7 วันแรกเครียดมาก ปวดหัวก็คิดว่าป่วยแน่ พอ7 วันหลังกลับรู้สึกเหงาเพราะไม่ได้ออกไปเจอใครเลย”

สถานการณ์โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกและลุกลามไปแทบทุกทวีปแล้ว คนไทยที่เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต่างตื่นตระหนกกับโรคระบาดนี้ไม่แพ้คนในประเทศที่ไม่ได้เดินทางไปไหน

หลายคนตัดสินใจกักตัวเอง 14 วันเพื่อรอดูอาการ เพราะไม่อยากเป็นตัวแพร่โรค และหากมีสัญญาณป่วยแม้เพียงนิด ก็จะรีบไปรักษาตัวทันทีและบางคนก็ต้องอยู่ร่วมกับคนที่โดนกัก

นี่คือเรื่องราวที่ Tempo สุดสัปดาห์นี้ขอนำเสนอต่อผู้อ่านทุกท่าน กับเรื่องเล่าของพวกเขา แต่ละมุมมอง เหตุผล ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก นี่คือผลกระทบจากโรคระบาดโควิด –19 ที่สะเทือนต่อคน ๆ ทุกคนบนโลกใบนี้

เราถ่ายทอดเรื่องราวพวกเขา มุมมอง ความคิดเห็นกับสถานการณ์ที่บางคนยอมรับว่า แม้จะผ่านช่วงกักกันตัวเองไปแล้ว แต่แทบทุกคนก็ยังต้องป้องกันตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย พกเจลล้างมือ เพราะทุกคนล้วนสำนึกในความกลัวที่ว่าเรามีโอกาสจะติดเชื้อโควิด-19 ได้ตลอดเวลา

เราเลือกที่จะกักกันตัวเอง

แพรวเปิดใจว่า เธอจองตั๋วไปญี่ปุ่นกับครอบครัวในวันที่ 18 -25 กุมภาพันธ์ ไปเกาะฮอกไกโด ตอนนั้นที่ญี่ปุ่นมีรายงานว่าเริ่มมีการติดโควิด -19 กันแล้ว แต่ยังไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่ที่โตเกียว แล้วความที่เราไปฮอกไกโด ก็คิดว่าไม่เกี่ยว แต่ตอนนั้นก็ไม่ประมาท ขนเจลล้างมือ หน้ากากอนามัยไปเต็มที่ เรียกได้ว่าตุนก่อนไปญี่ปุ่นเลย อีกทั้งตอนอยู่ที่นั่น ก็ไม่ได้ใช้บริการสาธารณะ เช่ารถขับไปกันเอง

“ต้องยอมรับว่า ญี่ปุ่นเขาเตรียมตัวดีมาก มีแอลกอฮอลล์ตั้งอยู่ทุกที่ คนใส่หน้ากากกัน คือเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครใส่กันเลย และตอนไปที่นั่นเราตามข่าวตลอด เห็นว่าตัวเลขเพิ่มขึ่นเรื่อย ๆ ตอนกลับไทย เราไม่เห็นมาตรการรับมืออะไรเลย”

เมื่อกลับประเทศ ข่าวคราวของโควิด-19 นั้นเป็นประเด็นหลักแล้ว เธอและครอบครัวตัดสินใจกักตัวเอง 14 วัน แม่ พี่ชาย น้องสาว ก็แยกย้ายกันกักตัว ตัวแพรวเองกักตัวเองร่วมกับสามี

“เราเกรงใจบริษัทเหมือนกันนะ ตอนที่กลับมา เราบอกว่าขออยู่ในที่ทำงานได้ไหม จะไม่ออกไปเจอใคร เพื่อความสบายใจ แต่หัวหน้าบอกว่าทำงานที่บ้านไปเลย 14 วัน ซึ่งตอนนั้นเราเหมือนป่วยแล้วนะ ทั้งที่ยังไม่ได้ป่วย เพราะข่าวจากคนรอบข้าง จากในอินเทอร์เน็ตมันเยอะมาก”

เมื่อหัวหน้าอนุญาตให้กักตัวเองที่บ้าน แพรวจึงไปซื้อของตุนไว้ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ วันแรกที่กลับมาสู่ประเทศไทย เข้าไปเอาของที่บริษัทตอนกลางคืนประมาณ 3 ทุ่ม ช่วงนั้นหากอยากกินอะไรก็จะสั่งไลน์แมนไปซื้อ หรือบางทีก็แอบออกไปซื้อของ ใส่หน้ากากอนามัย โดยเลือกช่วงเวลาที่คนน้อย ๆ เช่นช่วงวันธรรมดาตอนกลางวัน

“7 วันแรก เราเครียดมาก กลัวไปหมด ตอนนั้นเหมือนเราพึ่งกลับจากญี่ปุ่น อากาศมันหนาว แล้วเมืองไทยมันร้อน มีปวดหัว เราก็คิดว่าเอาแล้ว ป่วยแน่เลย แต่มันก็หาย ไม่มีอาการ พอ 7 วันหลัง ก็รู้สึกเหงามาก เพราะมันไม่เจอใครเลย แม้จะอยู่กับคนรัก แต่ก็อยู่กัน 2 คน ดีตรงน้อง ๆ ที่บริษัทคิดถึงเรา ก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงมาตลอด”

กระแสข่าวในอินเทอร์เน็ตทำให้แพรวหวาดกลัว เธอเคยโทร.ไปหากรมควบคุมโรค เพื่อไปขอตรวจหาเชื้อโควิด-19 ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าตรวจได้ แต่ต้องเสียค่ารักษาเกือบหมื่น ทางโรงพยาบาลก็แนะนำว่า ถ้ายังไม่มีอาการก็ไม่ต้องหา ที่ผ่านมามีบางบริษัทที่ต้องการให้พนักงานไปตรวจเพื่อออกใบรับรองแพทย์ว่าไม่ป่วย ทางโรงพยาบาลก็ออกให้ไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถยืนยันได้ว่า คุณไม่ติดโควิด-19

“สิ่งที่เราประสบคือการบูลลี่ในอินเทอรเน็ต ต้องบอกก่อนว่าเราเลือกกันตัวเองในคอนโดฯ มีไม่กี่คนที่รู้ แต่ส่วนใหญ่เขาก็จะเข้าใจ แต่ในอินเทอร์เน็ต บางทีเราไม่มีอะไรทำ เราก็อัพรูปที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น มีคนมาพิมพ์ข้อความที่บูลลี่เรา อย่างพี่เรา กักตัวเองที่บ้านต่างจังหวัด ก็โดนเพื่อนบ้านหมางเมิน พูดว่าต่าง ๆ นานา”

เธอทำอะไรไม่ได้เลยกับเหตุการณ์นี้

เมื่อการกักตัวเอง 14 วันของแพรวผ่านพ้นไป ทุกวันนี้เธอยังกลัวว่าอาจมีโอกาสติดเชื้อได้ จึงใส่หน้ากาก พกเจลแอลกอฮอลล์ไปด้วยเสมอ ใช้บริการรถสาธารณะเพราะอากาศถ่ายเทกว่านั่งรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน

เมื่อกลับไปทำงานวันแรก ทุกคนต่างดีใจ

ที่แพรวกลับมา…

บริษัทให้เรากักตัวเอง โดยตีว่าเป็นวันลาพักร้อน ลากิจไป

แพนเดินทางไปญี่ปุ่นเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงที่มีการประกาศว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด -19 แล้วตอนนั้นแพนก็เหมือนกับแพรว คือพกเจล และหน้ากากที่ตุนซื้อไว้ไปด้วย

แต่ขณะที่ยังไม่กลับมา ที่ทำงานทราบข่าวก็บอกให้เธอเริ่มกักตัวเอง โดยให้ใช้วันลาพักร้อน วันลากิจเป็นช่วงการกักตัวเองไปเลย

ตอนที่กลับจากญี่ปุ่นมา เธอกับแฟนหนุ่มต่างกลัวว่าจะถูกกักตัวแล้วโดนแยกกัน แต่เมื่อออกจากสนามบินมาได้ ก็โล่งใจ ก่อนเริ่มการกักตัวเอง 14 วันทันที ช่วงแรก ๆ แพนรู้สึกตัวเองว่าป่วย แต่ก็หายไป เธอคิดว่าตอนนั้นกลับจากญี่ปุ่นจากหนาวมาร้อน ยังปรับตัวไม่ได้ แพนเล่าว่าตอนแรกเหมือนเป็นหวัดด้วย แต่พอตอนเช้าก็หาย เธอคาดว่าคงเป็นเพราะนอนห้องแอร์เลยรู้สึกแบบนี้

“เราเอางานมาทำที่บ้าน 14 วันนี้เราไม่เบื่อนะ ช่วงแรกซักผ้าแหลกเลย ล้างมือตลอด อยากกินอะไรก็สั่งให้มาส่ง ที่หน้าบ้านเราเขียนว่าป้ายว่าให้เอาของวางไว้ แล้วกดกริ่ง เพราะเงินก็หักบัตรเครดิตไปเลย เรากักตัวเองในบ้าน มันก็ดีหน่อย หมู่บ้านเรา เพื่อนบ้านไม่ยุ่งกัน”

ของฝากที่จะเอามาแจกคนอื่น ตอนนี้เธอกับแฟนหนุ่มก็กินเองจนหมดไม่ต้องไปแจกใครอีกแล้ว

สิ่งที่เธอกลัวมากกว่าการป่วยจริง ๆ ก็คือข่าวจากในโลกออนไลนมากกว่า

และที่สำคัญเธอยังสงสัยท่าทีของบริษัทต่อการกักกันด้วย

“เรากักตัวเสร็จแล้ว ไม่มีไข้ ก็จะได้เข้าไปที่ทำงานเพื่อคุยกับฝ่ายบุคคลว่า ที่เรากักตัวเองไปนั้น เราจะได้เงินเดือนด้วยไหม เพราะเราไปเที่ยวพร้อมกับกักตัวเอง หากนับวันลาพักร้อน วันลากิจ มันไม่พอด้วยซ้ำ ดังนั้นที่เราหยุดแบบนี้ บริษัทจะตีความว่าเราหยุดเพราะอะไร”

เป็นคำถามที่แพนต้องการคำตอบจากที่ทำงาน

ไม่กักตัวคนรอบข้างเห็นเราจาม อาจเกิดความไม่สบายใจหรือรังเกียจเราได้

นายวรวุฒิ โพธิ์แสงดา อายุ 36 ปี อาชีพนักร้องอิสระ กล่าวว่าตนเดินทางไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นกับแฟนวันที่ 24 กุมภาพันธ์และเดินทางกลับวันที่ 2 มีนาคม ก่อนไปก็ทราบดีว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงจึงเตรียมตัวไปอย่างดีทั้งหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ ที่ประเทศญี่ปุ่นมีก็มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ส่วนคนญี่ปุ่นเองก็ป้องกันตัวเองดีเช่นกัน

เมื่อเดินทางกลับไทย ก็ตกลงกับแฟนว่าจะกักตัวเอง 14 วัน เพราะเราก็ไปเที่ยวก็ถ่ายรูปลงโซเชียลตามปกติ อยากให้คนรอบข้าง คนที่ทำงานด้วยกัน และแม่ที่เป็นห่วงมาก ๆ ได้สบายใจ โดยก่อนกลับไทย แม่ได้ซื้ออาหารสดต่าง ๆ แช่ตู้เย็นไว้ให้ เมื่อกลับมาถึงก็เริ่มกักตัวเองทันทีโดยหากิจกรรมต่าง ๆ ทำเช่นดูซีรีย์ เล่นเกม ทำกับข้าว ฟังเพลง อ่านหนังสือ และติดตามข่าวสารต่าง ๆ

“ก็ต้องยอมรับว่ามีอาการเบื่อบ้าง หากเบื่ออาหารในบ้านก็จะสั่งอาหารเข้ามาทาน และเวลามีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เช่น ทิ้งขยะก็จะใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง”

ส่วนเรื่องความกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 นั้น ส่วนตัว ไม่กลัวว่าจะติดมาจากประเทศญี่ปุ่น ระหว่างนี้ตนกับแฟนยังไม่มีไข้เลย แต่ตนเป็นภูมิแพ้ไซนัสอยู่แล้วบางครั้งจะมีอาการจามน้ำมูกไหลเป็นปกติ หากตนกลับไทยมาแล้วไม่กักตัวคนรอบข้างเห็นเราจาม อาจเกิดความไม่สบายใจหรือรังเกียจเราได้

ขณะนี้ตนกักตัวเองได้ 10 วันแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ก็พยายามอัพเดทความเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊คเสมอเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเรากักตัว อยากให้ทุกคนที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงพยายามกักตัวเองไว้ 14 วัน เพื่อลดความตึงเครียดของคนรอบตัวและเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคหากเราติดมาอีกด้วย

มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก ๆ

ด้านสุนิก็เป็นอีกคนที่เดินทางไปต่างประเทศมา เมื่อกลับไทย ทางที่ทำงานก็มีคำสั่งให้กักตัวเองทันที 14 วัน แต่เธอเลือกกักตัวเอง 15 วันเผื่อไว้อีกวัน เพื่อรอดูอาการ “เราไปเที่ยวกับแฟนและเพื่อน พอกลับมาก็ต้องกักตัวเองที่บ้านเลย บริษัทบอกให้ เอางานไปทำที่บ้านเลย”

สุนิเล่าว่าช่วงที่กักตัวเองนั้น เธอเครียดมาก วิตกว่าจะติดโควิด-19 ไหม ทุกวันนี้ก็ยังไม่หาย ไอก็กลัวว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ปกติคนเราก็จะไอกันอยู่แล้ว พอตอนนี้ไอ ก็กลัวเหมือนจิตตก

15 วันแห่งการกักตัวเอง สุนิบอกว่าบ้านเธอขายของ จึงมีอาหารตุน ทำกับข้าวกันที่บ้าน ไม่ต้องไปสั่งอาหารออนไลน์ ออกไปก็แค่หน้าบ้าน ไปตีแบดออกกำลังกาย แต่ก็ใส่หน้ากากอนามัยตลอด ช่วงนั้นเธอดูทีวีเสพข่าวเยอะมาก จนแฟนบอกว่าให้หยุดดูข่าวโควิด-19 ได้แล้ว

“ตอนนั้นนับวันคืน นอนแล้วก็ตื่นแล้วก็นอน ดูโทรทัศน์ มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก ๆ เราเครียดมาก เพราะไม่เคยอยู่บ้านนาน ๆ กลัวว่าจะป่วย พอผ่านไปได้ 7 วันเราโล่งใจขึ้น เพราะร่างกายปกติ แต่ก็ยังกลัวว่าจะป่วยเหมือนกัน”

พอผ่านช่วงกักตัว 15 วัน เธอดีใจมาก เพราะจะได้กลับมาทำงาน เพราะที่ผ่านมาแม้จะทำงานอยู่ที่บ้านส่งทางไลน์ แต่ก็ยอมรับว่า มันทำให้คนอื่นลำบาก จึงอยากกลับไปทำงานเป็นปกติสักที

แต่สุนิยอมรับว่า จนถึงตอนนี้เธอยังกลัวและจิตตกกับโควิด-19 อยู่ตลอดเวลา

ทำอะไรไม่ได้ จากวันแรก ๆ โกรธมาก ตอนนี้ก็ชิน

พิณมีสามีและลูกวัย 3 ขวบ พักอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในกรุงเทพพระมหานคร ชั้นของเธอมีคนจีน 3 คนกักตัวในห้องเพื่อสังเกตอาการโควิด-19

“คนจีนพวกนี้มาเช่ารายวัน ซึ่งผิดกฎของคอนโดมิเนียมนะ ที่ผ่านมานิติบุคคลไม่ได้บอกเราเลย ช่วงแรกเราเห็นว่าทำไมรปภ.กับนิติถึงใส่หน้ากากกัน หน้าห้องคนจีนมีเก้าอี้ว่าง เราก็สงสัยจนไปคาดคั้นกับรปภ. ก็เลยทราบความจริง”

ตอนนั้นพิณโกรธมาก เพราะคนที่กักตัวเองใช้ลิฟต์เดียวกัน สัมผัสปุ่ม ชั้นต่าง ๆ มันมีความเสี่ยง ยิ่งนิติบุคคลตอบว่า คนเหล่านี้อาจไม่ติดเชื้อโควิด-19 ก็ได้ ยิ่งทำให้เธอโกรธขึ้นไปอีก จึงต้องร้องเรียนเผยแพร่เรื่องราวนี้ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กของคอนโดฯ ทันที

“ตอนแรกเขาบอกว่าจะอยู่ถึงพรุ่งนี้ วันต่อมาก็บอกอีกวันหนึ่ง พออีกวันบอกให้กักครบ 14 วันเลย เราโมโหเลย ทำไมซวยแบบนี้ เรามีลูกเล็ก แถมทางคอนโดฯ ไม่มีมาตรการอะไรเลย 2 วันแรกก็ไม่ได้วัดไข้ เราร้องเรียน เขาก็ไปหาที่วัดอุณหภูมิมา”

ทางนิติบุคคลชี้แจงว่า พวกเขาได้โทรศัพท์ไปที่กรมควบคุมโรค 1422 ซึ่งเป็นเบอร์เดียวที่โทร.ติด ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าทำถูกต้องแล้ว จากนั้นทางคอนโดฯ ก็จัดให้รปภ.เอาอาหารน้ำมาให้คนจีนในห้องนั้นทุกวัน ตอนเช้าจะมีการวัดอุณหภูมิส่งให้ลูกบ้านดู

“ตอนแรกเราคิดว่ามีคนเดียว แต่พอเห็นอุณหภูมิมันมี 3 อัน ก็เลยรู้ความจริงว่ามี 3 คนเลือกกักตัวเองอยู่ในห้อง ตอนนั้นหลอนมาก ขยะที่แม่บ้านเอาออกจากห้องนั้นไปทิ้ง เราก็กลัว ตรงกลอนประตู ตอนนี้เลยเอาขยะไปทิ้งข้างล่างแทน ยอมรับว่าเครียดมาก นี่นอนไม่หลับมา 2-3 คืนแล้ว”

พิณบอกว่าเธอทำอะไรไม่ได้เลย ดีที่สุดคือต้องป้องกันตัวเอง ลูกก็ให้ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ

เธอค่อนข้างไม่พอใจที่คอนโดมิเนียมเลือกปกปิดข้อมูลตรงนี้ หากเธอไม่โวยวาย ก็ไม่มีใครรู้ และยังไม่รู้อีกว่า ยังมีคนกักตัวเองในคอนโดฯ แห่งนี้มากน้อยแค่ไหนด้วย

“เราสงสัยนะ ช่วง 14 วันนี้ ถ้าคนจีนป่วยจะทำไงต่อ เอาแพทย์มารับ ถ้าไม่ยอมออกจากห้องล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น”

พิณสงสัยว่าปัญหานี้ ทำไมห้องอื่นๆ ถึงไม่เดือดร้อนกัน มีเธอคนเดียวที่กระตือรือร้นสุด เพราะเธอยืนยันว่าที่นี่ไม่ใช่ที่กักตัว พวกเขาควรไปที่อื่น แต่สุดท้ายเมื่อไม่สามารถย้ายคนจีนเหล่านี้ไปได้ เธอก็ต้องหัดทำใจ

“ของแบบนี้ไม่โดนกับตัวก็ไม่รู้หรอก เพราะคนที่ไม่โดนกับตัว ก็ไม่ค่อยสนใจ”

จากที่โกรธสุด ๆ ในวันแรก ๆ ตอนนี้พิณบอกว่าเธอชินทำใจได้แล้ว

“จะให้ทำอะไรได้ เขาไม่มีการตระเตรียมอะไรเลย”

บทสรุป

นี่คือเรื่องราวของพวกเขา แตกต่างกันบ้างตามแต่เรื่องราวแต่ละคน อย่างไรก็ดีแทบทุกคน ความกลัว ความหวาดระแวงต่อโควิด-19 แทบจะเหมือนกัน พวกเขากลัวที่จะติดโรคนี้ พวกเขาเครียด จิตตก พร้อมกับสารพัดปัญหาที่หลายคนเจอ ทั้งการถูกรังแกจากอินเทอร์เน็ต การถูกเอาเปรียบจากบริษัท การรับข้อมูลข่าวสารที่มากไปจนคิดมาก หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้กักกันตัวเอง ก็ยังหวาดกลัวกับสถานการณ์นี้

Tempo สุดสัปดาห์จึงขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน โดยหวังว่าเราจะผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ พร้อมกับคำพูดของพิณที่บอกว่า “จะให้ทำอะไรได้ เขาไม่มีการตระเตรียมอะไรเลย”

มันช่างเป็นคำพูดปริศนาที่สะท้อนก้องพาลสงสัยว่า เขาในที่นี่หมายถึงใครกัน…

-T-

แพรว แพน สุนิ พิณ เป็นนามสมมุติ ผู้ถูกสัมภาษณ์ขอปกปิดตัวเอง เพราะเกรงจะกระทบหน้าที่การงานและคนรอบข้าง