ในช่วงสถานการณ์เข้าระงับเหตุกราดยิง ในช่วงสุดท้ายแห่งวิกฤติ ทางตำรวจได้ประสานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่สามารถบินโดรนได้เพื่อเข้าไปหาจุดและพิกัดที่จะเข้าช่วยเหลือตัวประกัน รวมถึงจุดพิกัดของคนร้าย โดยได้เริ่มนำโดรนไปบินตั้งแต่ 5 ทุ่มในการเข้าช่วยเหลือ โดยตำรวจทำงานอย่างประนีประนอม พยายามยื้อเวลาให้นานที่สุดเพื่อที่จะหาจังหวะในการเข้าช่วยเหลือผู้ที่ตกค้างอยู่ในชั้นต่าง ๆ ภายในห้างเทอร์มินัล 21 โคราช และต้องรอจังหวะว่าคนร้ายจะยอมเจรจาหรือไม่ กระทั่งตำรวจสามารถเคลียร์พื้นที่ได้เกือบ 100 % เหลือเพียงชั้น LG ซึ่งเป็นชั้นใต้ดินสุด

ในเวลาตี 3 กว่า เมื่อทางตำรวจพยายามที่จะลงไปที่ชั้น LG ซึ่ง เกิดการปะทะกับคนร้ายขึ้นและทำให้ตำรวจเสียชีวิตในที่เกิดเหตุและได้รับบาดเจ็บ เพราะจุดที่คนร้ายอยู่นั้น มีหลักยุทธศาสตร์ที่ดีกว่าตำรวจมาก อย่างไรก็ดีการปะทะในครั้งนี้ได้ทำให้คนร้ายได้รับบาดเจ็บด้วย ตำรวจคาดว่าน่าจะอาการสาหัส เพราะคนร้ายได้พยายามหลบหนีออกไปด้านหลัง แม้จะพยายามพังประตูแต่ก็ไม่สำเร็จ

โดยตอนนั้นคนร้ายอยู่ห่างจากห้องคอนโทรล ทำให้ตำรวจสามารถช่วยตัวประกันชุดสุดท้าย ได้อีก 9 คน โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จากนั้นช่วงเวลาประมาณตี 5 ครึ่ง ทางตำรวจได้มีการยิงปืนอีกครั้ง เป็นการยิงเช็กสัญญาณ เพราะคนร้ายรายนี้ ถ้าใครด่าทอหรือยิงปืนใส่ ก็จะยิงกลับมันที แต่การยิงในครั้งนี้ไม่มีการตอบโต้กลับมา จึงเชื่อว่าคนร้ายคงไม่มีแรงที่จะโต้ตอบ เพราะคงจะเสียเลือดมาก

กระทั่งเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ตำรวจได้ใช้โดรนบินไปแถวหน้าห้องบริเวณห้องเย็น พบว่าตอนแรกไฟเปิดอยู่และตอนหลังไฟได้ปิดลง จึงเชื่อว่าคนร้ายคงจะหลบอยู่ในห้องดังกล่าว กระทั่งเวลาประมาณ 8 โมงเศษ ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาโยนเข้าไปบริเวณห้องดังกล่าวพบว่าไม่มีการโต้ตอบ จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเสียชีวิตแล้ว

อย่างไรก็ดทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จึงรอได้อีกประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงเข้าตรวจสอบ จึงพบว่าคนร้ายได้เสียชีวิตจริง ๆ

สำหรับศพที่อยู่ในห้องเย็นที่ 2 ศพนั้น มีการยืนยันว่าได้เสียชีวิตนานแล้ว เพราะทางตำรวจขาดการติดต่อกับคนในห้องเย็นตั้งแต่ตี 3 จึงเชื่อว่าจังหวะที่คนร้ายหลบเข้าไป คงเห็นมีคนอยู่ทั้ง 2 คน จึงได้ทำการกราดยิงใส่จนเสียชีวิต อีกทั้งกระสุนที่ตำรวจใช้ไม่สามารถทะลุไปห้องที่พบศพทั้ง 2 ศพได้เลย เพราะมีประตูอีกชั้นกั้นไว้อยู่