เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาฯ ม.รังสิต ให้ความเห็นกรณีการบังคับใช้กฎหมายในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส เปรียบเทียบการดำเนินคดีแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้คนในสังคมมองว่า คดีของนายวรุยทธ ทำไม 5 ปี จึงเพิ่งออกหมายจับ จนกระทั่งบอส หนีไปต่างประเทศ ขณะที่การออกหมายจับแกนนำ กลับใช้เวลาไม่นาน ทำให้สังคมมองว่ากลไกบังคับใช้กฎหมายอาจมีความแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งตามหลักสากลการบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเสมอภาค โปร่งใส และเป็นธรรม 

ทั้งนี้จาก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ทำให้องค์กรตำรวจยังขึ้นอยู่กับการเมือง กล่าวคือ ตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้ง ถอดถอนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ควบคุมกลไกการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกลไกในการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย

การบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน ยังเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง อยู่ที่การสั่งการของ ผบ.ตร. แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เมื่อ ผบ.ตร. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำให้กลไกการบังคับใช้กฎหมายจึงขึ้นอยู่กับการเมือง แต่ตามหลักสากลในหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เป็นต้น ไม่เป็นในลักษณะแบบนี้ เพราะเขามองว่าหากการบริหารงานขององค์กรตำรวจเป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ และขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี หรือการเมือง จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายถูกแทรกแซง การเมืองสามารถสั่งตำรวจได้ สะท้อนให้เห็นถึงที่มาที่ไปของคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา และเหตุใดจึงยังไม่สามารถนำตัวมาฟ้องต่อศาลได้

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า มีข้อสังเกตอีกว่า ทำไมประเทศไทยจึงพูดเรื่องปฏิรูปตำรวจทุกครั้งหลังรัฐประหาร แต่ไม่มีการปฏิรูปจริงๆ ก็เพราะกลุ่มการเมืองที่บริหารประเทศมีอำนาจโดยกฎหมาย ที่จะคุมกลไกตำรวจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ สามารถดำรงไว้เพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป เมื่อดูผลการศึกษาวิจัยของคณะกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจโดย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อาทิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีรายงานปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกชุดเห็นตรงกันว่า กลไกการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย โดยเฉพาะองค์กรตำรวจถูกแทรกแซง ขาดความโปร่งใส ความเสมอภาค และเป็นธรรม นอกจากนี้ ผลการศึกษาวิจัยจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศเกี่ยวกับระบบงานตำรวจโดยเฉพาะระบบงานสอบสวน พนักงานสอบสวนขาดความเป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกแทรกแซงจากทั้งภายในและภายนอกองค์กรตำรวจ และต้องทำงานภายใต้ความกดดันทั้งจากผู้บังคับบัญชาและระบบงาน 

ทั้งนี้คดีนายวรยุทธ กับคดีจับกุมแกนนำผู้ชุมนุม มีความแตกต่างกันในกระบวนการสอบสวน คดีนายวรยุทธ ประเด็นการตรวจพบโคเคนในเลือด แต่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แม้กระทั่งเรื่องความเร็วรถที่มีการสั่งฟ้องไปแล้ว แต่ต่อมาพนักงานอัยการสั่งให้สอบเพิ่ม จนกระทั่งปรากฏพยานผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ มีการสอบสวนจนพยานผู้เชี่ยวชาญจากกองพิสูจน์หลักฐานกลับคำให้การ จนพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจมีการยื่นขอเพิกถอนหมายจับกับตำรวจสากล จนกระทั่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

ในทางกลับกัน คดีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องในประเด็นต่างๆ ทางการเมือง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และการยุบสภา เป็นต้น กระบวนการสอบสวน การขออนุมัติศาลออกหมายจับ ดูเหมือนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างกับการดำเนินการในคดีของนายบอส สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการบังคับใช้กฎหมาย

โดยหลักแล้ว ประเทศที่มีความโปร่งใส มีระบบการเมืองที่ดี การบังคับใช้กฎหมายก็มีแนวโน้มที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน ประเทศไหนที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายก็ดูเหมือนจะเป็นไปตามทิศทางที่ผู้มีอำนาจต้องการ

กรณีสังคมตั้งคำถามว่า “คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือไม่” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรม และสถิติผู้ต้องขังในเรือนจำ 4-5 ปีต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปัจจุบัน พบว่า จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำที่อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดประมาณเกือบ 4 แสนคน พบว่ามากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้กระทำความผิดที่มีฐานะยากจน มาจากคนรากหญ้า และชนชั้นกลาง สะท้อนให้เห็นว่าคนที่มีการศึกษาสูง ฐานะร่ำรวย กระทำความผิดน้อยหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย หรือผู้กระทำความผิดเหล่านั้นขาดโอกาสในการต่อสู่คดีอย่างยุติธรรม

จากข้อมูลของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (2562) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก The World Justice Project (WJP) เกี่ยวกับชุดรายงานประจำปีที่ใช้วัดหลักนิติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก โดยวัดจากประสบการณ์และการรับรู้ของสาธารณชน โดยเก็บข้อมูลมากกว่า 120,000 ครัวเรือน และผู้เชี่ยวชาญอีก 3,800 คน ในประเทศนั้นๆ จากข้อมูลปีล่าสุดที่มีการสำรวจหลักนิติธรรม พบว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 76 จาก 126 ประเทศ ขณะที่ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายอยู่ในลำดับที่ 80

นอกจากนี้ ข้อมูลจากธนาคารโลก (2563) พบว่า ระหว่างปี 2558- 2561 อัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.2 เป็นร้อยละ 9.8 ส่งผลให้จำนวนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนเพิ่มขึ้นจาก 4,850,000 คนเป็นมากกว่า 6,700,000 คน

กรณีต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย และความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อฟื้นฟูความเชี่อมั่นและศรัทธาของประชาชน