วันที่17มกราคม จ.ลพบุรี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายชิงทองกราดยิง นานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนเปิดเผยว่า วันนี้แบ่งหน้างานความรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีให้ชัดเจนเป็น 25 หน้างาน ไม่ให้แต่ละชุดต้องทำงานซ้ำซ้อนกันและกระจายหาหลักฐานรวมทั้งหาตัวคนร้าย 

ตนยอมรับว่าการจับกุมคนร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีตัวเป้าหมายตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่พยานหลักฐานต้องชัดเจน และการออกหมายจับจะต้องใช้พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักแน่นหนา แม้คดีนี้จะรู้รายละเอียดบางอย่างแล้ว แต่ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์มามัดตัวคนร้าย เพื่อป้องกันข้อครหาการจับแพะ ส่วนกรณีลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งก็เข้าให้ข้อมูลกับตำรวจแล้ว แต่ตำรวจมีเป้าอยู่ในใจ แค่รอพิสูจน์ทราบ

นอกจากนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังพูดเล่นกับสื่อมวลชนว่าจะมีข่าวดีการจับกุมคนร้ายเร็วๆนี้ขอเวลาอีก 2 วันคือวันคู่ และวันคี่ โดยผู้สื่อข่าวจากส่วนกลางถามว่าควรจะกลับกรุงเทพได้หรือยัง เพราะมาเกาะติดคดีนานกว่า1สัปดาห์แล้ว ซึ่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกเพียงว่า 

“อยากกลับก็กลับ ก็แล้วแต่ ตกข่าวไม่รู้นะ”

ด้านพล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากสื่อที่นำเสนอข่าวและคลิปต่างๆขณะก่อเหตุ จะเห็นพฤติกรรมและตำหนิรูปพรรณสัณฐานคนร้ายชัดเจน คนใกล้ชิดจะรู้ว่าคนร้ายคือใคร ควรออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ โดยรางวัลนำจับตอนนี้กว่า6แสนบาทแล้ว อยากให้คนใกล้ชิดที่รู้จักเห็นแก่สังคม ไม่ควรปกป้องคนแบบนี้หากพบใครให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือไม่ว่นจะเป็นประชาชนหรือข้าราชการ ก็จะดำเนินคดี

ด้านพล.ต.ท.อำพล บัวรับพร  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ชุดสืบสวนที่ทำงานมีข้อมูลจำนวนมาก แต่หนึ่งในหลักฐานที่ตำรวจต้องการเป็นกล้องวงจรปิด  เนื่องจากในวันเกิดเหตุ ช่วงเวลาที่คนร้ายใช้เส้นทางที่คาดว่าหลบหนี มีรถของประชาชนที่มาร่วมงานศพ ขับสวนออกมาบริเวณหน้าวัดพอดี ซึ่งภาพจากกล้องหน้ารถยังไม่ชัดเจนหากบุคคลใดมีภาพที่ชัดเจนขอให้นำมาให้ตำรวจ 

ส่วนกล้องวงจรปิดหน้าวัดที่มีการจับภาพลักษณะคล้ายคนร้ายที่ก่อเหตุ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 เพียงแต่ยิ้มและไม่ตอบคำถามก่อนขึ้นรถขับออกไปทันที