หลังลูกกรงหมดสิ้นเสรีภาพ…

…พวกเราจะถูกเรียกตัวครั้งละ 5 คนจากห้องควบคุมซึ่งดัดแปลงจากเรือนนอนของนักเรียนพลตำรวจ จังหวัดชลบุรี ด้วยวัยเพียง 19 ปี ความกลัวและประหม่าเกิดขึ้นทุกขณะจิต แต่ในใจคิดไว้แล้วว่า ถ้ามีการตั้งข้อหา เราควรรับบางข้อหา และปฏิเสธข้อหาที่มีโทษรุนแรง

เมื่อไปถึงห้องประชุมมีเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจอยู่กันมากมาย พวกเรา 5 คนถูกเรียกให้ไปนั่งเก้าอี้ต่อหน้าคณะกรรมการสอบสวน แต่ละคนจะต้องแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ปัจจุบัน ภูมิลำเนา และเครือญาติทั้งหมด ประกอบอาชีพ หรือ เรียนที่ไหนอย่างไร แล้วจึงแจ้งข้อหามีทั้งหมด ประมาณ 9 ข้อหา

ฟังแล้วขนลุกเพราะแต่ละข้อหานั้นมีโทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิตอยู่หลายข้อหา ผมรับเพียงข้อหาเดียวตามคำแนะนำของนักศึกษารุ่นพี่ที่เรียนกฎหมาย คือ ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ จำเป็นต้องรับข้อหานี้เพราะเราถูกจับในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์….

ก่อนฆ่า….

….สะพานขาว เมื่อหนังเลิกจะนั่งรถกลับบ้านฝั่งธนปรากฏว่าไม่มีรถเมล์แล้ว เรียกแท๊กซี่ก็หลายคันแต่ก็ไม่มีคันไหนรับ เนื่องจากพวกเราชายล้วน 7 คน หน้าดำ ตัวดำ บางคนมีหนวดและเคราเสียเป็นส่วนมาก จึงถูกปฏิเสธ พวกเราจึงเดินจากสะพานขาวมายังท่าพระจันทร์เพื่อนั่งเรือข้ามไปฝั่งศิริราช แต่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม หมดเวลาการบริการแล้ว จะมีก็แต่เรือลำเล็กที่มีคนพายหัวท้ายข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีตะเกียงวางอยู่หัวเรือพวกเราตัดสินใจไม่ไปเพราะกลัวมันจะล่มระหว่างทาง จึงเดินเข้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อรอเวลาให้เรือข้ามฟากเปิดบริการประมาณตี 5

แต่ในข้อเท็จจริงได้เข้าไปร่วมชุมนุมตั้งแต่วันที่ 4 แล้ว 8 คนเป็นผู้หญิง 2 คน โดยบางส่วนของพวกเราไปทำหน้าที่การ์ดอยู่ที่ข้างหอประชุมในคืนวันที่ 5 เหตุการณ์ภายนอกไม่รู้รายละเอียดอะไรเท่าที่ควรเพราะมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก ออกการ์ดเวลาประมาณตี 2 จึงเข้าไปนอนร่วมกับพรรคพวกที่หน้าเวทีฟังวงต้นกล้า ร้องเพลงกล่อมนอน ” เจ้าหนุ่ม เจ้าสาวเอย เจ้าหนุ่ม เจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง ตายเพื่อสร้างเสรี” แล้วผลอยหลับไป….

ฆ่า!!!!

….รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเหมียวเพื่อนในกลุ่มลุกขึ้นมานอนตะแคงข้างของผม เพียงไม่กี่อึดใจระเบิดเอ็ม 79 ก็ลงมาตกข้างหลังเหมียวทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่ชุมนุมโดยเฉพาะพวกที่อยู่หน้าเวทีตกใจตื่นและลุกขึ้นนั่งบ้างยืนบ้างแต่เหมียวกลับนอนนิ่ง ทุกคนจึงเขย่าตัวเพื่อเรียกให้ลุกขึ้นแต่ไม่มีการไหวติง พวกเราจึงรู้ว่าเหมียวโดนระเบิดเพราะข้างหลังซ้ายมีเลือดออก ทุกคนจึงช่วยกันหาบไปที่หน่วยพยาบาลข้างเวที ช่วงนั้นผมรู้สึกใจสั่นหนาวสะท้านฟันกระทบกัน กึก กึก

นักศึกษาแพทย์ที่มาปฐมพยาบาลบอกว่าต้องนำส่งโรงพยาบาลเร่งด่วนโดยมีเพื่อนติดตามไป 2 คน ส่วนที่เหลือตามหาพี่ผู้หญิงที่มาด้วยกัน แต่ไม่พบ ทุกคนถูกสั่งให้ออกจากสนามฟุตบอล ไปหลบอยู่ตามตึกต่างๆ พวกผมไปอยู่ที่ตึกบัญชีและนั่งอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่ช่วงที่เอ็ม 79 ลงลูกแรกก็มีเสียงปืนดังมาเป็นระยะๆ จนสว่าง กระทั่งมีการตะโกนให้ทุกคนขึ้นไปอยู่บนตึกเพราะประตูทางด้านหอประชุม 2 ข้างถูกพังแล้ว ตชด. กำลังจะบุกเข้า พวกเราที่ออกันอยู่ด้านหน้าประตูทางขึ้นตึกช่วยกันพังประตูเหล็กจนสำเร็จก็วิ่งกรูกันขึ้นไป พวกเราวิ่งกันไปอยู่ชั้นสูงสุดโดยหลบอยู่ใต้โต๊ะเรียน มีเสียงปืนที่ระดมยิงมาที่ตัวตึกตลอดเวลา มีเศษกระจกและหลอดไฟแตกเกลื้อนกระจาย เราไม่รู้ว่ามันเป็นระยะเวลานานเท่าไร

ได้ยินรุ่นพี่ถามว่าเราจะเอาเศษกระจกไปสู้กับพวกมันไหม เสียงผู้หญิงตะโกนบอก “ไม่เอา ไม่เอา ขอยอมแพ้แล้ว” หลังจากนั้น เสียงตะโกนยอมแพ้ทยอยดังก้องตึก มีเสียงตอบมาว่ายอมแพ้ก็ลงมา ตอบโต้ไปมาเป็นเวลานาน ในที่สุดเสียงข้างล่างตะโกนมาว่า ” ถ้าไม่ลงมาจะขึ้นไปยิงข้างบน” ทุกคนจึงลุกขึ้นเดินลงกันมาเมื่อถึงชั้นล่างถูกสั่งให้ทุกคนถอดเสื้อ เข็มขัด รองเท้า ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง แล้วให้ไปนอนคว่ำหน้าพร้อมมือประสานไว้ที่บนหัวที่กลางสนามท่ามกลางแสงแดด

เมื่อลงมาเกือบหมดทุกตึกก็มีการระดมยิงมายังพวกเราที่กลางสนามเป็นเวลานาน ผมพูดกับเพื่อนว่าเมื่อไรจะถึงตาเราวะ ซักพักเสียงปืนก็เงียบได้มีการนำเสื้อมาให้ผู้หญิงใส่ ผมไม่รู้ว่าเราอยู่กลางสนามเป็นเวลานานเท่าไรเพราะถูกเรียกให้ลุกขึ้นและเดินไปขึ้นรถเกือบชุดสุดท้าย

ทุกคนถูกสั่งให้นั่งและก้มหน้าพร้อมเอามือประสานบนหัวเหมือนเดิม ในช่วงที่รอรถเคลื่อนฝนก็ตก ทหารที่ควบคุมตัวได้ถอดหมวกไปรองน้ำฝนมาให้พวกเราดื่มกัน ขณะนั้นน่าจะเวลาบ่าย 3 – 4 โมง มันคือสิ่งแรกที่ได้ตกถึงท้องในวันนั้น พวกเรานั่งอยู่ในรถเป็นเวลานานมากและไม่รู้ว่าจุดหมายที่เราจะไปคือที่ไหนทำให้นึกหวั่นกลัวเพราะเริ่มมืด

บางช่วงเราก็หลับพอรู้สึกตัวมาก็แอบดูแต่ทุกอย่างก็มืดมิดไปหมด ตั้งแต่รถออกจากธรรมศาสตร์ ไม่มีเสียงพูดคุยสอบถามหรืออะไรทั่งสิ้น จนกระทั่งรถหยุดแต่ประมาณว่าซัก 3 ทุ่ม จึงมีเสียงตะโกนมาเป็นระลอก ” ฆ่ามัน ฆ่ามัน” เรามารู้ทีหลังว่าเสียงนั้น คือเสียงของกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ทุกคนถูกสั่งให้ลงรถและวิ่งขึ้นตัวอาคารโดยมีตำรวจยืนอยู่ 2 ข้างทาง

เมื่อขึ้นบันไดอาคารพวกเราทุกคนโดยเตะ ต่อย และถีบ จนกระทั่งถึงห้องโถง และให้นอนคว่ำหน้ามือประสานไว้บนหัวซักพักใหญ่ๆ พวกเราถูกเรียกให้ลุกขึ้นและนั่งเป็นแถวรอรับอาหารที่มาแจกให้คนละจาน ผมรู้สึกว่าอาหารมื้อนั้นอร่อยมากเลย

มันคือ ข้าวราดผัดหน่อไม้ใส่หมูสามชั้น

การจองจำ

….จำไม่ได้ว่าขอเพิ่มได้หรือให้กินเพียงจานเดียว เมื่ออิ่มก็ให้กินน้ำแล้วก็ให้ทุกคนยึดเส้นยึดสายด้วยการให้เดินไปทำธุระส่วนตัวทั้งหนักและเบาที่ๆเตรียมไว้ชั่วคราว ถึงเวลาก็ให้นอนอยู่ในสภาพเดิม

ผมเพิ่งรู้ว่าพวกเราที่มาด้วยกันขณะนี้เหลือเพียง 3 คน นอนคว่ำหน้ามือประสานบนหัวหน้าผากแตะดินกับแตะพื้นกระดานมันช่างแตกต่างแตกต่างกันเสียจริง เสื้อไม่ได้ใส่ อากาศเริ่มเย็น ก่อนหลับมีบทเพลงมาตะโกนกล่อมอีกครั้ง ” ฆ่ามัน ฆ่ามัน ” จากนักร้องประสานเสียงวงเดิม เมื่อเงียบผมก็หลับ

สะดุ้งโหยงด้วยเสียงนกหวีดดังแสบแก้วหู พร้อมคำสั่งที่ฟังแล้วรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก คือ ” ตามสบาย ” ผมผลักตัวมือแตะหน้าผากลุกขึ้นนั่งชันเข่ามือโอบกอดเข่าเพราะรู้สึกหนาวมาก

หลังการฆ่า

….กิจวัตรประจำวันหลังจากนั้นเราได้รับการผ่อนปรนมากขึ้นเริ่มพูดคุยและทำความรู้จักกับคนอื่นๆบางคนชี้ให้ดูว่าใครเป็นใคร แล้วในจำนวนนั้นมีหลายคนที่เป็นที่รู้จักกันดี

เราได้รับการแจกเสื้ออีกวันถัดมา ซึ่งเสื้อแต่ละตัวไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกใส่เพราะตราของเสื้อแต่ละตัวมีความรู้สึกใกล้เคียงกันคือ เสื้อตรานวพล ลูกเสือชาวบ้านหรือไม่ก็กระทิงแดง(ไม่ใช่เสื้อโฆษณาเครื่องดื่ม)ผมใส่เสื้อกระทิงแดง แต่ก็รู้สึกอุ่นดี

คืนนั้นเราจึงถูกเรียกตัวไปสอบสวน เราอยู่ที่นี้ 7 วัน เราก็ได้รับทราบว่าจะถูกส่งไปควบคุมตัวต่อที่กรุงเทพฯ ทุกคนแอบอมยิ้ม

รุ่งขึ้นเราถูกนำตัวขึ้นรถบรรยากาศแตกต่างกับตอนมาจุดหมายปลายทางคือ ห้องควบคุมตัวโรงเรียนพลตำรวจนครบาล บางเขน เราได้รับเสียงปรบมือและตะโกนมาด้วยความยินดีจากเพื่อนๆที่ถูกควบคุมตัวอยู่ชั้นบนในขณะที่จะเดินขึ้นตัวตึก สายตาเหลือบไปเห็นรุ่นพี่ที่เคยเรียนกันมาซึ่งเป็นตำรวจเราพยักหน้าให้กันและกัน แล้วก็เดินขึ้นตึกไป

เมื่อเข้าไปในห้องขังมีคนบอกว่ามหาวิทยาลัยจะมาประกันตัวไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ หลังจากนั้นเราก็ร้องเพลงประสานเสียงกันหลายๆรอบ

ในที่สุดเย็นวันนั้นเราก็ได้รับการประกันตัวด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากมากๆ

แต่ก็ได้รับอิสรภาพด้วยเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัย

กลับบ้านพร้อมด้วยเสื้อกระทิงแดง…..

รู้สึกปลอดภัยดี….