เรามีโอกาสนั่งลงพูดคุยกับ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังบทสนทนาครั้งนี้สะท้อนถึงวงการภาพยนตร์ไทยกับการเผชิญหน้าในความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เราสัมภาษณ์กันบนบรรยากาศที่ผ่อนคลายที่ชั้น 3 ของที่ทำการบริษัทสตูดิโอ คำม่วน จำกัด ภายในซอยลาดพร้าว 62 ซึ่งมะเดี่ยวมีทีมงานที่กำลังคิดงาน มีคนมาแคสงานแสดง มีโจทย์ที่ต้องคิด มีงานที่ต้องแก้มากมาย

กระนั้นก็เถอะ เขาก็ยังสละเวลาให้สัมภาษณ์กับพวกเราพาคุยกันหลากหลายเรื่อง โดยเขาพูดถึงคนยุคใหม่และการปรับตัวของตัวเองว่า

“เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันกับคนยุคใหม่ และยังได้เรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงมากมายนี้ด้วย”

มะเดี่ยวเล่าว่าโชคดีที่ได้เข้ามาในวงการภาพยนตร์ในช่วงที่มันขาขึ้น ตอนปีพ.ศ.2546 นะ ยุคนั้นภาพยนตร์ไทยของแต่ละค่ายผลิตกันที 10-20 เรื่อง รวมกันมีภาพยนตร์ไทยเกือบ 100 เรื่องต่อปี แถมเงินหมุนเวียนกันทีเป็นพันล้าน นักเรียนที่เรียนด้านภาพยนตร์ก็จบมากันเยอะ มีไฟที่จะทำ ทุกคนสนุกกันมาก…เขาฉายภาพในยุคสิบกว่าปีก่อน สมัยที่แกเข้ามาในวงการนี้ใหม่ ๆ

แม้ยุคนั้นจะมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้ว แต่มันมีแค่เทปผีซีดีเถื่อนเป็นอุปสรรคเพียงเท่านั้นเท่านั้น สมัยนั้นรุ่งเรืองมาก ขนาดค่ายแมงป่องซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ล่วงหน้าให้ไปผลิตซีดี วีซีดีเลย จวบจนเจอความผันผวนทางเศรษฐกิจ อินเทอร์เน็ตเริ่มมีหนังเถื่อน โหลดบิท และฮอลลีวู้ดเริ่มทำการตลาดจนแข็งแรงขึ้น ไม่พึ่งคนอื่น

ยิ่งพอเจอภาพยนตร์ตระกูล Marvel ที่มันมีเฟรนไชค์ ต่อยอดกันไป แล้วฮอลลีวู้ดเขาเจรจาพื้นที่ในโรงภาพยนตร์เอง แถมยังเจอการมาถึงของยุค Digital T.V. ที่ดึงคนในวงการภาพยนตร์ไปทำกันเยอะแยะมากมาย จนเราเห็นรูปแบบการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ไปปรากฏในจอโทรทัศน์ แถมดูกันฟรี ๆ อีกด้วย

“ถึงที่สุดแล้วภาพยนตร์ไทยมันสร้างประสบการณ์ตื่นตาตื่นใจในโรงภาพยนตร์สู้ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่เราเสียเงินซื้อตั๋วไปดูไม่ได้เลย แถมสู้กับช่องทางการสื่อสารอันอื่นที่มาใหม่ไมได้ด้วย พอเป็นแบบนี้คนมันก็มองว่า ภาพยนตร์ไทยกลายเป็นความบันเทิงราคาแพงแล้ว เขาก็ไม่อยากเสียเวลาไปชมในโรงกัน”

สถานการณ์แบบนี้ทำให้วงการภาพยนตร์ไทยที่เคยสร้างกันปีละ 100 เรื่อง เงินหมุนเวียนมหาศาล กลายเป็นทุกวันนี้เหลือภาพยนตร์เข้าฉายในโรงเพียง 10 เรื่องต่อปี แล้วนายทุนเขาก็เริ่มไม่รู้ว่าลงทุนเม็ดเงินไปแล้ว มันจะได้ค่าตอบแทนผลกำไรคุ้มค่ากลับมาไหม

ตอนนี้โรงภาพยนตร์ชื่อดังในประเทศไทยแบ่งภาพยนตร์ออกเป็น 2 Theater อันแรกเป็นภาพยนตร์สำหรับผู้ชมในเมือง ส่วนนี้ซบเซามาก แต่ประเภทที่สองคือ ภาพยนตร์ท้องถิ่นฉายตามต่างจังหวัด ตามภูมิภาค เช่น ไทบ้านเดอะซีรีส์ ผู้บ่าวไทบ้าน ภาพยนตร์ประเภทนี้กลับเติบโตมากขึ้น เมื่อก่อนเราเรียกว่า “หนังสาย” แบบพวกภาพยนตร์ที่พันนา ฤทธิไกรแสดง ซึ่งจะใช้ทุนสร้างต่ำและประสบความสำเร็จมากกว่าภาพยนตร์ประเภทแรก เพราะคนต่างจังหวัดออกมาชมกัน แต่ประเภทแรกนั้นคนในเมืองเขาคิดแล้วคิดอีกว่าจะดูอะไรเพราะเดินทางลำบาก จะไปดูหนังในโรงก็เจอรถติด สำหรับประเภทสองมันตรงกันข้ามดันเป็นที่นิยมมาก ผู้สร้างภาพยนตร์ท้องถิ่นมือใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย

เจอความผันผวนเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์ไทยขนาดนี้ ใครไม่ปรับตัวก็แย่แน่ แม้แต่ตัวมะเดี่ยวเองยังบอกว่า เขาต้องปรับตัวมาตลอด โดยเฉพาะการมาถึงของ Digital T.V. ก็เริ่มเห็นพฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ก็เลยเริ่มเปิดบริษัทแล้วป้อนเนื้อหา (Content) ให้ช่องโทรทัศน์ แล้วพอเมื่อปรับตัว สิ่งที่พบก็คือ สามารถอยู่รอดได้ แถมยังได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อีกด้วย เช่น ได้เรียนรู้รสนิยมของผู้ชม จากแต่ก่อนที่เคยทำสร้างภาพยนตร์เหมือนอยู่บนหอคอยหน่อย

“เราจะทำแบบนี้ คนอยากดูก็จะมาเสียเงินให้เราเอง” แต่ตอนนี้ผู้ชมปรนเปรอถูกเอาใจจากคนสร้าง Content มากมาย ผู้สร้างก็คอยป้อนสิ่งที่ผู้ชมอยาก เช่น ประเภทละครเกย์ มีฉากจิ้น ฉากวาย ฉากพวกนี้ ใครจับจุดได้ อาจไม่มีผู้ชมเยอะ แต่ได้กำไร หรืออย่างพวก Club Friday ละครที่วัฒนามาจากละครวิทยุ ก็มีคนติดตาม คือ ยุคนี้คนดูอาจเฉพาะทางมากขึ้น แต่มันก็สร้างกำไรมหาศาล

เจอสถานการณ์แบบนี้ คนในวงการภาพยนตร์จึงผันตัวเองมาทำซีรีส์กันมากขึ้น เพราะมีช่องสถานีโทรทัศน์ที่พร้อมนำเสนอ การันตีว่าถ่ายทำไปแล้ว ออนแอร์แน่ ๆ เพราะถ้าไม่ออนแอร์ ช่องก็จอดำ ซึ่งไม่อาจทำได้ พอได้รับการการันตีแบบนี้ เงินที่ถูกนำมาสร้างมาลงทุนก็มีความแน่นอน ไม่เหมือนภาพยนตร์ที่บางครั้ง ไม่รู้ว่าจะฉายเมื่อไหร่ ถ่ายทำไปแล้วจะได้ฉายไหม

ดังนั้นทุกคนรวมถึงตัวมะเดี่ยวเองก็ต้องเอาตัวรอด ก็ต้องเบนเข็ม ต้องมาทำธุรกิจ เปิดบริษัท ภาพยนตร์ไม่ตอบโจทย์ มันไม่แน่นอน นายทุนก็ไม่แน่ใจ ไป ๆ มา ๆ ไม่สร้างดีกว่า ก็ระส่ำระสาย นอกจากนี้ภาพยนตร์ไทยนั้น ตลาดมันแคบ ในโลกนี้คนพูดอังกฤษ จีนเยอะมาก แต่คนพูดภาษาไทยมันมีไม่มาก เราเป็นประเทศเล็ก ๆ การลงทุนมันก็น้อยด้วย จะไปเทียบกับเกาหลี ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเขาชาตินิยมสูง แข็งแรงมาก เอาตัวรอดได้ อเมริกาเขาสนับสนุนทุกอย่าง เขาก็อยู่ได้นะสิ

“แต่ว่าจะทำอย่างไรให้ภาพยนตร์ไทยทำได้อย่างประเทศอื่นเขา อันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ไม่เพียงคนในวงการภาพยนตร์เท่านั้นที่ต้องปรับตัว นายทุนไทยก็ต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะตอนนี้นายทุนจีนกับนายทุนเกาหลีก็เข้ามาในวงการมากขึ้นแล้ว แต่นายทุนไทยคงไม่ถึงกับตายหรอกเพียงต้องปรับตัวพอสมควร และมันก็ไม่ใช่แค่นายทุนในวงการภาพยนตร์ วงการ Digital T.V. และวงการสื่อมวลชนก็ต้องปรับตัวด้วย มันเป็นโจทย์ที่ต้องคิด เพราะเม็ดเงินโฆษณามันหายไปกับกูเกิ้ลกันหมด

“อย่างไรก็ดีในยุคนี้รถไฟขบวน Digital T.V. มันมา ใครล่ะจะไปอยากตกขบวน ขึ้นมาก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนิ”

แน่นอนว่าการเป็นเจ้าของบริษัทผลิต Content นั้น ทำให้เขาได้พบเจอกับคนหลากหลาย ทั้งคนรุ่นใหม่ ๆ ที่เข้ามาในวงการนี้ ซึ่งก็มีทั้งพนักงานประจำ และก็พวกฟรีแลนซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มะเดี่ยวตัดสินใจจ้างพนักงานประจำเยอะมาก เพราะต้องการควบคุมคุณภาพของงาน แต่พอมีกระแสฟรีแลนซ์เข้ามา ก็มีพนักงานบริษัทก็ออกไปทำกันเป็นจำนวนมาก

“มันดีต่อบริษัทนะ พวกฟรีแลนซ์นะ อย่าลืมว่าไม่ต้องดูแลรับผิดชอบอะไร จ่ายเป็นรายชิ้น ไม่ต้องดูแลประกันสังคม แถมจะจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ด้วย เพราะทำงานเสร็จ เราบอกว่า เฮ้ย! ลูกค้าเขายังไม่จ่ายเงินมาให้เราเลยนะ ทำแบบนี้ก็ได้ ดังนั้นปัญหาของฟรีแลนซ์มันเยอะมาก แถมคุมคุณภาพของงานก็ลำบาก แต่เด็กใหม่ ๆ ชอบไปทำเยอะ เรามองว่าพอจบมาแล้วไปเป็นฟรีแลนซ์เลย มันดูเหมือนไม่ได้ผ่านการขัดเกลาเท่าไหร่นัก”

การขัดเกลาในที่นี้ ขยายความได้ว่า งานผลิต Content นั้น มันเป็นงานฝีมือที่พวกเราสร้างขึ้นมา หากออกไปสู่วงกว้างก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก ๆ ดังนั้นเวลาสร้างงานฝีมือต้องพิถีพิถัน คัดเลือกสิ่งที่ดี แต่บางคนไม่อดทน ซึ่งการขัดเกลานั้นต้องใช้ระยะเวลาและประสบการณ์ ซึ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการบ่มเพาะคน เพราะมันมีผิดถูกของมัน ทำอย่างไรงานจะออกมาดี ถูกต้อง ไม่เสียเวลาคนอื่นเขา

เขายกตัวอย่าง เคยไปเจอเหตุการณ์ที่ ผู้จัดการกองถ่ายมือใหม่ฟรีแลนซ์เลย นัดคนไปผิดสถานที่ผิดเวลา ตายเลย! มันเสียเวลาและเสียเงินของบริษัทด้วย เจออะไรแปลกแบบนี้เยอะ มะเดี่ยวเลยชอบเลือกใช้งานฟรีแลนซ์ที่อายุเยอะนิดหนึ่ง แต่ผ่านการขัดเกลามาแล้ว

“ต้องเข้าใจนะว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์นะไม่ใช่โรงเรียนสอนภาพยนตร์แน่ ๆ มันไม่มีเวลาให้ลองผิดลองถูก ถ้าเข้าไปทำแล้วพลาด มันมีคนเสียทั้งเวลาและเสียทั้งเงินในการแก้ปัญหานี้”

อย่างไรก็ดี ตัวมะเดี่ยวเองผ่านมาหมดทั้งการเป็นพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ด้วย เพราะสมัยก่อนคนในวงการภาพยนตร์เป็นฟรีแลนซ์กันหมด บางทีภาพยนตร์ฉายไปแล้ว ได้เงินยังไม่ครบก็มี

โดยสมัยที่ตัวเขาเคยทำฟรีแลนซ์นั้น คนเขียนบทคือตำแหน่งที่ไม่มีความแน่นอนที่สุดในโลกแล้ว เช่น อาจจะมีโปรเจ็คส์เรื่องหนึ่ง แต่เราไม่รู้ว่าจะผ่านได้เงินจากนายทุนอนุมัติสร้างหรือไม่ แต่มีคนคิดและให้คนไปเขียนบทมา พอเขียนจบ 1 เรื่องบางทีขายไม่ได้ก็มี คนเขียนบทที่ทำก็เลยเขียนงานฟรี ๆ ไปเลย

“วงการนี้มันมีคนจับเสือมือเปล่าเยอะ” 

ทั้งนี้ตัวเขามีมุมมองต่อเด็กรุ่นใหม่ว่าคนยุคนี้เก่งในเรื่องการใช้เครื่องมือโซเชี่ยลมีเดีย เก่งเรื่องการสื่อสารกับผู้ชม เก่งด้านการขายพรีเซนท์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก ต่างจากตัวเขาที่ถูกสอนมาในอดีตว่า “ให้คมในฝัก”

“แต่สมัยนี้มันไม่ได้ไง ใครจะไปรู้ว่ามึงคม ก็อยู่ในฝักต่อไป” (ฮา)

มะเดี่ยวเองก็ต้องเรียนรู้จากเด็กรุ่นใหม่เหมือนกันในเรื่องนี้ เพราะตัวเขาเองนั้นมีประสบการณ์ความเก๋า แล้วในยุคนี้มันเป็นยุคที่บอกยากว่า เนื้อหาอันไหนดีไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก เลยต้องเรียนรู้จังหวะ เล่นกับคนดูให้เป็น

“เราไม่เกี่ยงว่าจะเป็นคนยุคไหน จะยุคใหม่หรือยุคเก่า ยุคปัจจุบัน ทุกคนได้เรียนรู้กันและกัน เติมเต็มมุมมองของแต่ละฝ่าย”

เพราะตัวมะเดี่ยวเองนั้นก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงแค่อายุ 22 ปี มีภาพยนตร์ของตัวเองเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์แล้ว “เราอยากจะบอกว่า ที่ผ่านมาตอนเป็นเด็ก เราก็ต้องสละชีวิตส่วนหนึ่งเหมือนกัน ทุกปิดเทอมเก็บเงินมาก็เอาไปทำหนังสั้น เขียนบท ฝึกฝนตัวเอง เขียนเพลง เราใช้เวลาทุ่มเทกับมันเยอะ ซึ่งมันต้องเสียสละมากเพื่อแลกกับความสำเร็จนี้”

อย่างไรก็ดีเขาบอกเราว่า ที่ผ่านมาก็เจอเหมือนกัน คือบางคนทุ่มเทขยันชิบหายวายป่วง แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย บางคนขยันมาก สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ขยันทุ่มเท สอนก็ฟัง แต่พอผลออกมา ตัวงานมันไมได้ แต่เป็นคนดีมาก จะไล่ออกก็ไม่ได้ เลยได้แต่สงสัยว่าทุ่มเทขยันแบบนี้ทำไมไม่ประสบความสำเร็จ (วะ)

“แต่เราอยากบอกคนที่พยายาม คนที่ขยันแต่ผลมันไม่เป็นดังที่คิดว่า นี่แหละชีวิต ก็เสียใจด้วย อย่างไรก็ดีแม้จะผิดหวัง แต่อย่างน้อยก็ยังได้พยายามเปล่าวะ”

ในภาพยนตร์หรือซีรีย์ผลงานของมะเดี่ยวนั้น เราจะเห็นประเด็นชายรักชายอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการนำเสนอที่ไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่เป็นการนำเสนอที่เห็นว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติเรียบง่าย และเขาสร้างผลงานสอดแทรกประเด็นเหล่านี้ตั้งนาน เรียกได้ว่าอาจเป็นคนแรก ๆ ที่นำเสนอจุดประเด็นเหล่านี้

 “เพศที่ 3 ถูกยกระดับจนกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว สังคมไทยเปิดกว้างขึ้นแล้ว จากเมื่อก่อนต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถ้ามีคนมาบอกว่าตัวเราเองมีส่วนว่าเป็นคนเริ่มจุดประเด็นพวกนี้ เราก็ดีใจมากที่จะได้ยกระดับเนื้อหาประเภทนี้ให้มันเข้าถึงสังคมวงกว้างมากขึ้น”

อย่างไรก็ดีเขาก็มีประเด็นเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างอื่นที่สนใจมากกว่า และถึงวันนี้มะเดี่ยวยืนยันว่า ยังมีเรื่องที่อยากจะเล่า อยากจะทำเป็นภาพยนตร์อีกมาก

โดยเฉพาะเรื่องการเมือง

“การเมืองเป็นเรื่องที่สนุกในตัวของมันอยู่แล้ว ลองดูละครบุพเพสันนิวาสสิ มีเรื่องการเมืองสมัยอยุธยาเต็มไปหมดเลย”

เขาบอกว่ายิ่งการเมืองในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็น่าสนใจ ถ้าเรากลับไปมองจะเห็นรากมันชัด จะทำให้เห็นว่าหลายฝ่ายที่สู้กันมานั้น มันก็ต่อสู้กันมาตั้งนานแตกฝ่ายแตกกอ สืบทอดการต่อสู้กันมา ถ้าเห็นราก เราอาจจะเข้าใจกันมากกว่านี้ คิดจะสร้างเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะมีใครออกเงินให้ไหม

ตอนนี้ก็อยากทำเรื่องของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภรรยาของท่านปรีดี พนมยยงค์ มีเรื่องอยากทำเยอะ แต่มันก็ผันไปตามยุคสมัยและช่วงเวลาในการลงมือทำเหมือนกัน

สุดท้ายนี้เราขอให้มะเดี่ยวเลือกภาพยนตร์สักเรื่องให้กับผู้อ่านทุกท่านที่ตั้งใจอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ เขาคิดเพียงแว่บเดียวก่อนจะตอบว่า เลือกภาพยนตร์ของตัวเองเรื่อง “Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ” ที่เข้าฉายเมื่อปี 2555 แล้วกัน

เหตุผลที่เขาเลือกเพราะว่า ตอนที่ทำภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น กำลังอายุ 30 ปีพอดี ซึ่งเป็นวัยที่ผ่านอะไรมากเยอะ จึงอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการบันทึกของคนในวัย 30 ปี

ซึ่งเป็นวัยที่มันมาครึ่งหนึ่งของชีวิต อีกครึ่งก็จะ 60 ปีแล้ว ถึงตอนนั้นอย่าไปทำอะไรเลย เราคงตามอะไรไม่ทันแล้วล่ะ

“ควรหยิบมาดูในบ่ายวันอาทิตย์ที่ทุกคนกำลังพักผ่อน ชิล ๆ ก็หยิบภาพยนตร์เรื่องนี้มาดูกัน…อย่างสบายใจ…” มะเดี่ยวทิ้งท้าย

-T-