ตามตะวัน

ในช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันหยุดยาว ผมเดินทางเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อมารอผู้ร่วมเดินทางอีกกลุ่มที่จะไปเดินป่าด้วยกันกับพวกเรา นี่คือการเริ่มต้นของทริปป่าใต้ของผู้ที่ไม่รู้จักเข็ดจักจำอย่างผม

ณ เวลานี้ ก็เหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่แตกต่างจากการเดินทางมายังจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผ่านมาของผมไปอย่างสิ้นเชิง นี่คือการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่การเดินทางไปยังยอดวังหีบและยังมีสายน้ำคลองวังหีบซึ่งรับน้ำมาจาก เทือกเขาบรรทัด หรือ “เขาเหมน” มีน้ำไหลทั้งปี  อยู่ใน ต.นาหลวงเสน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่ที่ผมเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้าง และเมื่อการเตรียมตัวพร้อมเรียบร้อยการเดินทางเข้าสู่ยอดวังหีบก็เริ่มขึ้น

 
การเดินป่าใต้ในฤดูร้อนนั้น เป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนพอที่จะเรียกเหงื่อออกมาจนชุ่มหลัง และเมื่อเดินทางมาไม่กี่ร้อยเมตรจากป่ายาง ก็เข้าสู่ป่าซึ่งเป็นเส้นหลัก


สถานที่ซึ่งเราจะไปยังยอดวังหีบที่พวกเราจะตั้งแคมป์นอนกันกันคืนแรกเดินเข้าป่ามาเรื่อย ๆ อากาศค่อนข้างร้อนบวกกับน้ำในขวดที่พกมาก็กลับลดน้อยลง เราพักเหนื่อยเติมน้ำให้กับร่างกายกันเป็นระยะ หลังจากพักหายเหนื่อยแล้วก็เริ่มเดินกันต่อ เพื่อไปยังทุ่งหญ้าเนินสวรรค์ ใกล้ถึงทุ่งหญ้าโล่ง พอเห็นวิว เมื่อหันหลังไปก็จะเห็นตัวเมืองทุ่งสง 

จากจุดเริ่มเดินใช้เวลาเดิน 5 ชั่วโมงกว่าๆ ระยะทางเกือบ 6 กม ผมกับรุ่นพี่คู่หูเราเดินกับแบบพักเหนื่อยกันบ่อยมากรอบนี้ บวกกับอากาศที่ร้อนทำเอาเรา 2 คนปวดหัวและทำให้เป็นกลุ่มรั้งท้ายขบวน

เมื่อขึ้นมาถึงทุ่งหญ้าลานสวรรค์ ก็หาจุดที่จะไปยังจุดตั้งแคมป์ วางสัมภาระที่แบกไว้บนบ่ามาเป็น 10 กว่า กิโลบนหลังลงเพื่อพักเหนื่อย เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า พวกเราก็ถ่ายรูป รับลมเย็นๆ ทุ่งหญ้าโล่ง ลมเย็นสบาย  แคมป์คืนแรก ต้องเดินจากทุ่งหญ้าเข้าไปในป่า นิดนึงกางเต้นท์ได้ ปลูกเปลได้ ทุกคนผูกเปลของตัวเอง ทำแคมป์กลาง หุงข้าว ทำกับข้าว จัดเตรียมอะไรเรียบร้อยก็มานั่งทานข้าวกัน ล้อมวงพูดคุย

เช้าตรู่ของวันที่ 2

วันนี้เราตื่นแต่เช้า เก็บสัมภาระเตรียมตัวออกเดินทางไปยังแคมป์ 2 วันนี้เราจะเดินกันด้วยระยะทาง 11 กิโลเมตร พี่ตาดำบอกเราว่าวันนี้จะไม่มีแหล่งน้ำระหว่างทางจนกว่าจะถึงที่พัก ทางมีขึ้นมีลง ลัดเลาะตามไหล่เขาไปเรื่อยๆ วันนี้เดินไกลเส้นทางบางช่วงก็ไม่ชัดเจน ต้องค่อยๆหาทางและทำทางใหม่ไปด้วยพี่ตาดำบอกเรา เดินตามสันเขาลัดเลาะไปเรื่อยๆอากาศเริ่มมีลมเย็นๆมาให้เราได้สัมผัสพอได้รู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้างต่างจากวันแรก 

แต่ทางก็จะเดินข้ามขอนไม้ไปเป็นระยะตลอดทางที่เดิน  นอกจากขอนไม้ที่เป็นอุปสรรคของเราแล้วก็ยังต้องมาเจอป่าหวายอีกหลายจุดทั้งหนามของมันที่คอยเกี่ยวเราตอนเดิน ทั้งเกี่ยวรองเท้าของเราให้สะดุดล้มเอาได้มีให้ไปเป็นด่าน ๆ เลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ไม่รอดจนได้ ระหว่างทางเดินไต่ระดับเนินเขาที่ชันลงมาก็สะดุดพลาดลื่นไถลเสียหลักลงมาทำให้เอ็นที่หัวเข่ามันดีดร้องดังขึ้นมา แต่ก็ยังเดินต่อไป

ยิ่งเดินทางเริ่มรกขึ้นแทบมองทางกันไม่เห็นพี่ตาดำไกด์ของเราต้องคอยชี้ส่งสัณญาณบอกทางตลอดเป็นระยะ ยิ่งเดินลึกเข้าไปตอนนี้ขาผมรู้สึกอ่อนแรงปวดเป็นระยะทำให้ต้องพักกันบ่อยมาก ตอนนี้กลุ่มท้ายขบวนของเรามีกันประมาณ 5 คน พวกเราค่อย ๆ เดินค่อย ๆ พักกันไป จนกินเวลาไปพอสมควร น้ำที่ตกติดตัวกันมาก็เริ่มที่จะหมดขวดของแต่ละคน เมื่อเดินมาได้สักพักเราก็มาเจอกลุ่มรุ่นพี่นั่งพักคอยพวกเราอยุ่ เขาบอกพวกเราว่าให้พักกันก่อนละเดี่ยวต้องรีบเดินก่อนฟ้าจะมืดมันจะเดินลำบาก และข้างหน้าจะมีน้ำจากน้ำตกไหลมาให้พวกเราได้แวะเติมน้ำกันก่อนไปยังจุดตั้งแคมป์จุดที่ 2 ของวันนี้ 

เมื่อเดินลัดเลาะสันเขามาได้ราว 2 ชั่วโมง รุ่นพี่ในกลุ่มที่เดินนำหน้าขบวนเราไปตะโกนกลับมาว่าเจอน้ำแล้วโว้ย เจอแคมป์แล้วด้วย พวกเราดีใจกันมากและเร่งฝีเท้าเผื่อไปให้ถึงให้เร็วที่สุด เมื่อเดินมาถึงแคมป์กลับไม่พบเจอเพื่อนอีกกลุ่มที่เดินนำกันมาก่อน ตอนนี้พวกเราเริ่มตั้งข้อสงสัยกันละว่าอีกกลุ่มไปตั้งแคมป์กันจุดไหน รุ่นพี่อีกคนสั่งให้ผมยืนรอด้านบนไม่ต้องลงมาก่อน เพราะหินด้านล่างมันลื่นบวกกับตะไคร่ที่เกาะเยอะพอสมควรกลัวว่าผมจะเจ็บเพิ่มถ้าฝืนเดินลงมา เดี่ยวพวกเขาจะวิ่งลงไปดูข้างหน้าเผื่อจะเจอกับอีกกลุ่ม  แต่กลับไม่พบเมื่อวิ่งไล่ไปดู

ตอนนี้พวกเขาคุยกันละประเมินสถานการณ์กันแล้วให้พวกเราที่เหลือนอนกันจุดนี้ เพราะถ้าฝืนเดินไปต่อขาของผมจะเจ็บไม่ไหวบวกกับท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว และเพื่อนในกลุ่มอีกคนยังเดินตามมาไม่ทันกลัวจะพลัดหลงทางกัน ให้ตั้งแคมป์นอนกันที่นี่คืนนี้เพราะมันใกล้แหล่งน้ำด้วย แล้วตกลงกันว่าจะให้พี่ตาดำไกด์คนนำทางเดินนำไปก่อนเพื่อไปส่งสัณญาญบอกกลุ่มข้างหน้าเพราะพี่ตาดำแกเป็นคนพื้นที่และรู้เส้นทาง

พวกเราไม่รอช้ารีบตั้งแคมป์กางเปลปูฟลายชีสหาที่นอนกัน ใครพกอะไรในกระเป๋ามาก็เอาออกมาแชร์กันทำกับข้าวกินประทังชีวิตกันไปก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยวางแผนกันใหม่ อากาศเริ่มเย็นลง พวกเราได้แต่ก่อกองไฟเอาไว้ให้ช่วยคลายหนาวและให้แสงสว่างล้อมวงพูดคุยกันไป จะว่าไปนี่คือการเดินป่าแบบไม่มีสคลิปในตัวครั้งแรกเลยก็ว่าได้หลงกันจริง นอนกันตรงไหนก็ตรงนั้นเลยดิบไปอีกแบบ ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตในป่ามากขึ้นต่างจากการเดินป่าทั่วไปของผมก็ว่าได้

เช้าวันที่ 3

ฟ้าเริ่มจะมีแสงเล็ดลอดเข้ามาบ้างภายในป่า ทุกคนเริ่มทำกิจวัตรของตัวเลงเริ่มเก็บสัมภาระยัดใส่ลงเป้ ก่อนที่จะหาอาหารที่ยังพกติดตัวกันมาที่เหลือน้อยนิดลงมาแชร์ลงในกองกลางเพื่อทำอาหาร รุ่นพี่ในกลุ่มบอกเราว่ามีอะไรเอาออกมากินให้หมดเพื่อจะได้ลดน้ำหนักของเป้ที่เราแบกกันมาเป็น 10 กิโล เพราะวันนี้เราจะดิ่งลงหุบเขาอย่างเดียวใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง ถึงจะเจอแคมป์สุดท้ายที่คาดว่าน่าจะจอกับกลุ่มข้างหน้า


ทุกคนเริ่มเดินลงเขากันแต่เช้าตรู่ของวันนี้ เพื่อตั้งใจไว้ว่าจะไปถึงแคมป์ในช่วงบ่ายๆ. เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดดในระหว่างทางเดิน วันนี้เรียกได้ว่าเป็นการดิ่งลงของเขาลูกนี้เลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีเส้นทางที่เป็นทางที่ชาวบ้านเดินกันเลยเป็นป่าทึบล้วนๆ ต้องอาศัยประกบการณ์จากรุ่นพี่ที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานมาก่อน คอยนำทางฟันทางให้เราเดินตามกันมา เราเดินกันมาได้ราว 3 ชั่วโมง ก็ได้เจอกับจุดแวะพักแรกนั่นคือลำธารที่เราเฝ้ารอ ซึ่งคงจะเป็นจุดที่เราจะได้พักเติมน้ำและดื่มกาแฟกัน ในทริปเดินป่าที่ไม่ได้ชิวๆอย่างที่คิดไว้ และผมคิดว่าความเหนื่อยยากในครั้งนี้ น่าจะเปิดมุมมองที่แตกต่างของตัวเองในระหว่างเส้นทางให้กำหนดอยู่ที่ปัจจุบันมากกว่าอนาคตของแต่ละก้าว ซึ่งความหวังเดียวของพวกเราก็คงมีอยู่ในหัวแค่น้ำตกหนานตากผ้า จุดตั้งแคมป์สุดท้ายที่กว่าจะเดินทางไปถึงก็สาหัสสากรรจ์กันอยู่พอสมควรโดยเฉพาะผม แต่ท้ายที่สุดเราก็เดินทางมาถึงยังน้ำตกจนได้ และเจอกับเพื่อนๆในกลุ่มที่ทยอยเดินมาเจอกันจนที่สุด ทุกคนต่างไถ่ถามแสดงความเป็นห่วงกับกลุ่มของพวกเรา

พวกผมไม่รอช้าปลดเป้ลงจากบ่าขอลงน้ำล้างหน้าแช่น้ำให้สบายใจสักทีตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมาไม่ได้อาบน้ำกันมาเลย

น้ำตกหนานตากผ้า เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าเราอยุ่ใกล้จุดตั้งแคมป์ของคืนนี้แล้ว ซึ่งทำให้เรารู้ว่าเราได้ก้าวผ่านจุดที่ยากที่สุดของการเดินทางในทริปนี้ไปแล้ว บรรยากาศทั้งหมดจึงเข้าสู่ความผ่อนคลายของแต่ละคน แล้วผมก็เพิ่งจะมาทราบเอาว่าเส้นทางที่เราเดินกันมาตลอดระยะเวลา 4 วัน 3 คืน เป็นเส้นทางที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเดินกันเลยพวกเราคือกลุ่มแรก ถึงว่าเล่นผมซะสะบักสะบอมเลย 555

ฟ้ามืดลงอีกครั้งเข้าสู่คืนที่รายล้อมไปด้วยคนแปลกหน้าที่รู้จักกันมาบ้างแล้ว หรือเพิ่งมาเจอกันในทริปเดินป่าครั้งนี้ กับการเตรียมมื้ออาหารร่วมกัน เพื่อละลายความสัมพันธ์พร้อมกับความจริงใจภายในป่า เท่าที่ผมจะได้เรียนรู้มาในชีวิตนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะพกของมีค่ามาแพงสักเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการลงแรงและมีน่ำใจกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้พบแล้วของการมาเดินป่าใต้ครั้งนี้ กับค่ำคืนที่เราจะลืมสิ่งที่เรียกว่าคนแปลกหน้า

ขอบคุณคนแปลกหน้าพี่วุฒิ ขอบคุณคนแปลกหน้าพี่ปูพี่หนาบ น้าหนวดเจ้กัสและน้องกลั้ว ในคืนที่ต้องติดกันอยุ่ในป่า ขอบคุณพี่กิ๊กที่เป็นทุกอย่างโดนหลอกมาก็ยังไม่รู้ตัว ขอบคุณที่คอยซับพอร์ตดูอาการผมในตลอดการเดินทาง
สุดท้าย…ขอบคุณโลกของคนเดินทางที่ทำให้พวกเรามาพบเจอ