“ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รัก” แด่ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่จริง

0
396

ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่มีความสะดวกสบายมีความเพียบพร้อมทั้งที่อยู่ การเดินทาง สถานพ
ยาบาล และแม้กระทั่งการเลือกซื้ออาหารที่ปัจจุบันมีซูเปอร์มาเก็ตผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ไม่ต้องไปเดินให้เมื่อยตุ่มที่ตลาดสดหาซื้อของสดหรือที่ปรุงสำเร็จแล้ว ของที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีทั้งอาหารสด เครื่องใช้ที่ให้เลือกซื้อกันอย่างครบครัน 


โดยงานวิจัยจากองค์การอ็อกแฟมสากล (2561) ยืนยันปัญหาในห่วงโซ่อุปทานอาหารที่วางจำหน่ายอยู่ในซูเ
ปอร์มาร์เก็ต งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าในหลายประเทศทั่วโลก เกษตรกรหรือผู้ผลิตอาหารกลับเป็นผู้ที่ขาดความมั่
นคงทางอาหาร (FoodInsecurity) สืบเนื่องมาจากรายได้ที่จากการขายสินค้าการเกษตรนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ การขาดอำนาจการต่อรอง และ พื้นที่ในการสะท้อนปัญหาไปถึงผู้ซื้อ
ในขณะที่แรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปก็มีรายได้ที่เติบโตน้อยกว่าค่าครองชีพอีกด้วย


ปัญหาเหล่านี้ทำให้แรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา ในบางรายต้องทำงานเกินกว่า 14 ชั่วโมงต่
อวัน และพบแรงงานในบางอุตสาหกรรมที่ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ท้ังในเชิงสัญญาการจ้างงาน การต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการหางานและเข้าทำงานจนก่อให้เกิดปัญหาความ
ยากจนแม้ว่าจะมีงานทำก็ตาม


สถานการณ์ดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำหลายประเทศทั่วโลก ซึ่ง
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เด่นชัด คือ บริษัทค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลกมีสัดส่วนของมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น 


โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว 


ซึ่งมากกว่า 30% ของราคาสินค้าที่จำหน่ายนั้นตกอยู่กับซูเปอร์มาร์เก็ต และอีกกว่า 20% ตกอยู่กับบริษัทผู้ผลิ
ตและแปรรูปอาหารขนาดใหญ่ ในขณะที่ผู้ผลิตรายย่อย เกษตรกร และแรงงานในห่วงโซ่อุปทานได้รับผลป
ระโยชน์รวมกันไม่เกิน 15% ของราคาสินค้าที่จำหน่าย 


 สถานการ์ดังกล่าวจึงเกิดทีม “ซูเปอร์มาร์เก็ตที่รัก” ขึ้นโดยเป็นการรวมตัวกันของภาคประชาสังคม นำโดยองค์การอ็อกแฟม(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก (Biothai) ที่ร่วมกันประเมินนโยบายทาง สังคมของซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ 7 รายในประเทศไทย 4 ด้าน ได้แก่ 1.สิทธิแรงงาน 2.สิทธิสตรี 3.เกษตรกรและผ้ผูลิตรายย่อย 4.ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพบว่า สิทธิสตรีเป็นด้านที่ได้คะแนนน้อยสุด 

นางสาวทัศนีย์ แน่นอุดร บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในการประเมินครั้งนี้ มี
ซูเปอร์มาร์เก็ตอีก 3 เจ้าที่ยังไม่ได้คะแนน เนื่องจากยัง ไม่มีข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะที่เป็นไปตามตัว ชี้วัด
ทั้ง 4 ด้าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ทำหรือทำไม่ดีเขาอาจจะทำแต่ไม่เคยประกาศเป็นข้อมูลสาธารณ
ะก็ได้ทางเรามองว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆจะได้ปรับปรุงพัฒนาและเผยแพร่นโยบายที่รับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นซึ่งเราก็ จะมาประเมินกันอีกครั้งในปีหน้า 


นอกจากผลการประเมินแล้วงานวิจัยของทีมซูเปอร์มาร์เก็ตที่รักยังพบว่าธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตกาลังเติบโตอย่า
งต่อเนื่อง ในปี 2559 ซูเปอร์มาร์เก็ตเอกชนรายใหญ่ที่สุด ของโลก 8 ราย มีรายได้กว่า 33 ล้านล้านบาท โดยเ
ป็นกำไรถึง 729,000 ล้านบาท และเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น อีกประมาณ 497,000 ล้านบาท 
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจค้าปลีก สมัยใหม่มีมูลค่าสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนราว15% ของผลิตภั
ณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสัดส่วนทางการตลาดสูงที่สุด 3 แห่งมีรายได้รวม
กันมากกว่า 500,000 ล้านบาท 


แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่งานวิจัยพบว่า ผลตอบแทนจากราคาของสินค้าอาหารที่ผ้บูริโภคจ่ายกลับกระจุ
กตัว ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว มากกว่า 30% ขอมูลค่าสินค้าที่จำหน่ายตกอยู่
กับ ซูเปอร์มาร์เก็ต และอีกกว่า 20% ตกอยู่กับ บริษัทผู้ผลิต และแปรรูปอาหารขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ผลิตรายย่
อย เกษตรกร และ แรงงานในห่วงโซ่อุปทานได้รับผลประโยชน์รวมกันไม่ถึง 15% ของมูลค่าสินค้าที่จำหน่า
ย โดยในบางกรณีเหลือแค่ 5% เท่านั้น


นางสาวกิ่งกร นรินทรกลุ ณ อยธุยา เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก เปิดเผยว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการมองข้าม สิทธิมนษุยชนของคนบนเส้นทางอาหารเป็นที่มาของแคมเปญดังกล่าวซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายกิน เปลี่ยนโลก มูลนิธิเพื่อผ้บูริโภค และอ็อกแฟมในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุน จากสหภาพยุโรป โดยมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมความยั่งยืนในการผลิตและจำหน่ายอาหารของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นธรรมของเกษตรกรและ แรงงานผู้ผลิตอาหาร 


“เราเชื่อมั่นว่าซูเปอร์มาร์เก็ตสามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงและเป็นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาได้และ
ผู้บริโภคเองก็อยากเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตที่ตัวเองคุ้นเคยด้วยความสบายใจ นี่เป็นที่มาของแคมเปญซูเปอร์มา
ร์เก็ตที่รัก จากนี้ไปเราก็จะเริ่มสื่อสารกับทั้งผ้บูริโภคและซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างจริงจังเพื่อให้ทกุคนเห็นความ
สำคัญของเส้นทางอาหารที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น 


ความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานสินค้าอาหารที่วางจำหน่ายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต ชวนให้ตั้งคำถา
มถึงบทบาทใน ฐานะผู้เล่นรายใหญ่ ที่สามารถใช้อำนาจต่อรองในฐานะผู้ซื้อผ่านนโยบายและแนวปฏิบัติต่างๆ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่เกี่ยว
ข้องต่อไป 

-D-