Tempo นั่งลงคุยกับ ศาสวัต บุญศรี อาจารย์สอนภาพยนตร์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะมาพูดถึงโลกวิชาการภาพยนตร์ นักทำหนังยุคใหม่กับข้อจำกัดของวงการภาพยนตร์ไทย อนาคตของภาพยนตร์ และอาจารย์ยังจะแนะนำหนังที่อยากให้ชมกันในย่อหน้าสุดท้ายอีกด้วย

ในฐานะคนวงในที่เชี่ยวชาญด้านนี้ เราขอให้อาจารย์แปรสภาพมาถือมีดหมอลงมือกรีดวงการภาพยนตร์ให้เห็นภาพกว้างและเจาะภาพลึก กรีดเป็นแผลกว้างเพื่อเปิดให้เห็นความบิดเบี้ยว ความหมักหมม หลังจากกรีดให้เห็นภาพแล้ว เรารบกวนให้อาจารย์ช่วยเย็บแผลให้เห็นความฝันใฝ่ เพื่อทำให้วงการภาพยนตร์นี้วัฒนาไปให้ดียิ่งขึ้น

เพราะตัวภาพยนตร์เอง มันไม่อาจย่ำอยู่กับที่เดิมได้…ต้องเปลี่ยนแปลงให้ล้ำหน้ากว่าผู้ชมอยู่เสมอ

เราจึงยินดีร่วมชำแหละวงการภาพยนตร์ผ่านทางบทความชิ้นนี้ด้วยกัน นับจากนี้จึงขอเชิญผู้อ่านร่วมชมมหรสพการชำแหละวงการภาพยนตร์ได้ ณ บัดนาว..

“โลกวิชาการภาพยนตร์มีความน่าสนใจมาก”

ศาสวัตเริ่มต้นประโยคนี้ออกมาก่อนขยายความต่อว่า แม้ยุคนี้ใครก็สามารถพูดถึงภาพยนตร์ได้ เราจึงเห็นเพจวิจารณ์ภาพยนตร์เกลื่อนไปหมด ซึ่งเพจส่วนใหญ่เขียนจากความรู้สึกที่มีให้กับภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะการเขียนถึงภาพยนตร์ก็ต้องเริ่มจากความรู้สึก อย่างไรก็ดีคนยังต้องการความรู้ในการวิจารณ์ ความเข้าใจในการดูภาพยนตร์อยู่ดี เรื่องแบบนี้ต้องใช้กรอบทฤษฎีแบบใดในการมองทำความเข้าใจภาพยนตร์ ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง  

“ขอให้ลองนึกถึง The Godfather ภาคแรก หากมีคนที่มีความรู้เรื่องการจัดแสงในยุคนั้น ประวัติศาสตร์การเมืองยุคนั้น เช่นยุคการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในสหรัฐอเมริกา จนเกิดพวกมาเฟียขึ้นมา ภาพยนตร์ยุคสมัยนั้นก็ชอบทำเรื่องมาเฟียแล้วก็หายไปนานมาก จน The Godfather ปรากฏอีกครั้ง ซึ่งถ้ามีคนวิจารณ์ให้ความรู้ความเข้าใจตรงนี้ ก็จะทำให้คนเข้าใจภาพยนตร์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ดีการศึกษาในโลกวิชาการภาพยนตร์ในประเทศไทยนั้น ศาสวัตยอมรับว่ายังไปไม่ไกลเท่าไหร่ ยังไม่แข็งแรง อาจเป็นเพราะในประเทศไทย การเรียนการสอนด้านภาพยนตร์ไปผูกกับคณะทางด้านสื่อสารมวลชน นิเทศศาสตร์มาก ทำให้นักเรียนภาพยนตร์ถูกเทรนด์มาเป็นนักสื่อสาร หรือบางครั้งก็เป็นช่างเทคนิกเลย

“การไปผูกแบบนี้ ทำให้คนที่เรียนจบด้านภาพยนตร์มาก็ถูกป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งมองได้ 2 แง่คือ แง่แรกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังต้องการคนเก่งที่สร้างเนื้อหาใหม่ ๆ ได้ แต่อีกแง่ก็คือ เมื่อทุกคนถูกป้อนเข้าสู่อุตสหากรรมเดียวกัน ทุกคนก็จะคล้าย ๆ กันหมด เหมือนถูกผลิตจากโรงงาน”

อย่างไรก็ดีไม่ใช่นักเรียนทุกคนจะเหมือนกันไปหมดราวกับผลิตจากบล็อกเดียวกันจากโรงงาน เพราะมันก็มีคนที่หลุดจากบล็อก มาทำงานภาพยนตร์ไทยนอกกระแส ซึ่งเป็นแนวภาพยนตร์ซึ่งมีที่ทางในระดับโลกเป็นอย่างดี ผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสหลายคนโด่งดังระดับโลกอย่างมาก เช่น เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นเอก รัตนเรือง อาทิตย์ อัสสรัตน์ คนเหล่านี้ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ยุคใหม่ให้มาทำภาพยนตร์แนวทดลองเหมือนกัน แม้โดยภาพรวมจะไม่เยอะเท่าไหร่นัก

ทั้งนี้โรงเรียนภาพยนตร์ในต่างประเทศนั้น จะเป็นระดับปริญญาโท โดยในระดับปริญญาตรีจะเรียนเรื่องทฤษฎีอย่างเดียว พอเป็นระดับที่สูงขึ้นไปถึงจะสอนเรื่องโปรดักชั่น ก็มีคนที่จบปริญญาตรีมาเรียนกัน ซึ่งสลับกับบ้านเรา อีกทั้งนักเรียนภาพยนตร์ในต่างประเทศจะถูกเทรนด์ให้เป็นศิลปิน และมหาวิทยาลัยที่สอนด้านภาพยนตร์แต่ละแห่งในต่างประเทศมีทิศทางของแต่ละที่ชัดมาก ไม่เหมือนในประเทศไทย คือที่จริงก็มีบางมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่สอนภาพยนตร์โดยผูกกับคณะที่ทำงานด้านศิลปะ แต่มันก็ยังมีน้อยมาก

“พูดง่าย ๆ ว่า การเรียนภาพยนตร์ในบ้านเรานั้น ก็เรียนเหมือน ๆ กันหมด”

ในยุคนี้ที่คนทั่วไปก็ทำภาพยนตร์ได้เพราะเทคโนโลยีด้านการทำโปรดักชั่นก็ถูกและทำได้ง่าย ๆ แถมมีช่องทางการนำเสนอได้มากขึ้นนั้น ศาสวัตให้ทัศนะว่า ตอนนี้อาจารย์ที่สอนด้านภาพยนตร์ถกกันมาบ่อยมากในเรื่องนี้ว่า เมื่ออยู่ในยุคที่ใครก็ทำหนังได้ แล้วเราจะสอนอะไร เรื่องนี้ตนพบว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องเทคนิค ของแบบนี้มันฝึกกันได้ แต่ควรมุ่งเน้นไปที่วิธีคิดมากกว่า

ปัญหาใหญ่ก็คือนักเรียนในแต่ละรุ่นจะมีคนที่เก่งเทคนิคมาก ๆ โดดเด่นมาเลย ตัดต่อเก่ง ๆ ซึ่งเราก็จะคอยสอนว่า คุณเก่งขนาดนี้แต่หากคุณคิดไม่ได้ ได้แต่ทำ คุณก็อยู่แค่นั้นแหละในวงการนี้

“นักเรียนที่เข้ามาเรียน ทุกคนอยากทำหนังอยู่แล้ว เข้ามาก็อยากทำหนังเลย ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่นะ มันต้องมีวิธีคิดในหัวก่อน มีเรื่องราวที่จะเล่าก่อน ซึ่งบางคนเห็นว่ามันไม่สำคัญ ตรงนี้ถือเป็นปัญหามาก เพราะบางคนไม่รู้สึกว่า เรามาเรียนหนังแล้วจะต้องไปเรียนด้านสังคมวิทยาด้วยเหรอ คือจะรู้ไปทำไมวะ เรื่องนี้มันก็ไม่ผิด ถ้าสมัยเราอายุเท่าเด็ก ก็คงคิดแบบนั้น”

ความที่เป็นคนชอบดูหนังและสอนนักศึกษาด้านภาพยนตร์มาหลายรุ่น ทำให้ศาสวัตมองว่า ภาพยนตร์ที่สร้างโดยนักศึกษานั้น มีความหลากหลายมาก ในปีที่ผ่านมามีประเด็นการเมืองแฝงในเนื้อหาด้วย สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่าเด็กยุคใหม่ต้องการสื่อสารอะไรบางอย่าง ภาพลักษณ์ของหนังนักศึกษาเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนมันเป็นแบบมือสมัครเล่น มาสมัยนี้ใครที่ยังไปบอกว่าหนังนักศึกษาเป็นงานของพวกมือสมัครเล่นอยู่ แสดงว่าไม่ได้ตามวงการเลย ไม่ได้ดูจริง

“สมัยนี้หนังนักศึกษาใช้ทุนเยอะกว่าหนังผู้ใหญ่ เพราะอาจมีเงื่อนไข เช่นเป็นวิชาตัวจบ เขาก็ต้องลงทุนมากขึ้น ตัวงานก็ละเมียดยิ่งขึ้น ปี ๆ หนึ่งทำออกมาเยอะมากประมาณ 300-400 เรื่อง แต่มันยังอยู่ในวงแคบ แม้จะมีการจัดฉายบ่อย แต่คนที่ไม่สนใจก็ไม่ได้ขวนขวายไปหาดูเหมือนหนังโรงทั่วไป”

สำหรับปัญหาของวงการภาพยนตร์ไทยก็คือ นักเรียนส่วนมากจะกระจายไปอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทำงานด้านเขียนบท เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ทำด้านโปรดักชั่นส่วนอื่น ๆ บ้าง แต่ก้าวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์น้อยมาก มีนักศึกษาที่จบมาแล้วไต่ไปถึงระดับผู้กำกับน้อยมาก

“เราต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมันแคบมาก แถมตลาดก็ไม่กว้าง ภาพยนตร์ไทยเข้าโรงแล้วจากไปไวมาก บางสัปดาห์เราแทบจะไม่รู้กันเลยว่า มีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้นบางเรื่องที่ไม่ได้มาจากค่ายใหญ่ ๆ ก็ได้รอบน้อย แถมบางรอบก็เป็นช่วงเวลาแบบบ่ายสองไม่ก็สี่ทุ่ม คือแบบใครจะไปดูวะ พอเห็นว่า 2 วันแรกไม่มีคนดู ก็ลดรอบ จาก 2 รอบต่อวันก็เหลือ 1 รอบต่อวัน หากยังไม่มีคนดูก็กระเด็นไปเลยภายในสัปดาห์เดียว”

มิหนำซ้ำพอเจอช่วงสัปดาห์ที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เข้ามา โรงภาพยนตร์ก็เทรอบให้เลย ทีนี้หนังฟอร์มยักษ์ ๆ เหล่านี้ มันมีรอบทุก 30 นาทีเลย ถี่มาก อยากให้คิดว่าโรงภาพยนตร์มันจะได้กำไรในแต่ละรอบเหรอ เพราะมันมีรอบเยอะ แถมบางแห่งมีโรงภาพยนตร์ตั้งอยู่โดยรอบเต็มไปหมด มันก็กระจายคนไปดูรอบอื่น ๆ ถ้าคิดค่าเฉลี่ยแต่ละโรง มันต่ำมาก เพราะใครมาก็ดูได้ จะเลือกเวลาไหนก็มีรอบตลอด เขาเห็นหากลดรอบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เหล่านี้บ้าง แล้วเอารอบมาให้ภาพยนตร์ไทยเยอะขึ้น โรงภาพยนตร์ก็คงไม่เสียอะไรเท่าไหร่หรอก

 “ใครบอกว่า ถ้าหนังดี คนไปดูเองนั้น มันเป็นวาทกรรมที่ไม่จริงเลย ลองคิดว่าถ้าคุณทำอาหารอร่อยมาก แต่ไปอยู่ก้นลึกของตลาด ใครจะมากินวะ ก็มีแต่ลูกค้าประจำ พวกขาจรมันก็ไม่ไป ก็ไม่รู้ว่าร้านอยู่ตรงไหน นี่แหละคือปัญหาสำคัญของวงการภาพยนตร์ จนทำให้ตอนจะเปิดกล้องถ่าย มันก็ต้องคิดเยอะขึ้นว่า จะมีคนดูไหม แม้ทุกวันนี้มันอาจไม่ต้องใช้ฟิล์มแล้ว เป็นดิจิทัล แต่มันก็ต้องใช้เงินเยอะมากมายเหมือนกัน”

ท้ายสุดนี้ ศาสวัตแนะนำภาพยนตร์ที่เขาชอบและอยากให้คนอื่น ๆ ได้ชมกันและไม่ได้ดูยากมาก เป็นภาพยนตร์จากฮอลลีวูด คือเรื่อง The Insider ปี 1999 กำกับภาพยนตร์โดย ไมเคิล มานน์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสื่อมวลชน โปรดิวเซอร์รายการ 60 minutes กับการตีแผ่ปัญหาในอุตสาหกรรมยาสูบ

โดยตัวเขาได้ดูตอนเป็นนักเรียนด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ตอนดูครั้งแรก หนังมันตั้งคำถามกับเราว่า ถ้าเราเป็นตัวละครโปรดิวเซอร์รายการข่าว เราจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นั้น มันท้าทายทางจริยธรรมสื่อมวลชนมาก ว่าจะทำหรือไม่ทำ คือตอนเราดู เราหาคำตอบกับตัวเองไม่ได้ และคำตอบที่ตัวละครในหนังเลือกทำ คือมันมีศักดิ์ศรีในนักข่าวมาก ไม่ยอมให้หลักการสื่อมวลชนสั่นคลอน

“มันเป็นภาพยนตร์ที่ดีงามในด้านจริยธรรมมาก และมันดีตรงที่ไม่สั่งสอนคนดู ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่หนังเลือกโยนความหนักอกหนักใจของตัวละครให้กับคนดู แม้ตัวหนังจะมีคำตอบบางอย่างที่ตัวละครทำ  แต่หนังก็ยังทำให้เราดูจบแล้วต้องไปคิดต่อว่า วันหนึ่งถ้าเราเป็นผู้บริหารสื่อแล้วเจอแบบนี้ เราจะเลือกจัดการเรื่องแบบนี้อย่างไร..”

 “ในยุคที่สื่อมวลชนไม่ได้มีพลังเยอะ ไม่ได้มีค่าตอบแทนคุ้มค่ามาก คนไปลงในโลกออนไลน์เพราะได้เงินง่ายกว่า จนทำให้คนละเลยหลักการอะไรบางอย่าง ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะช่วยฉุกคิดอะไรบางอย่างให้กับคนที่ทำงานด้านสื่อไม่มากไม่น้อย”

-T-