วันที่ 23 พฤษภาคม ภายหลังการจับกุมตัวน.ส.นิษฐา วงวาล หรือ แม่ปุ๊ก อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาคดีวางยาลูกตัวเอง2 คนพร้อมขอรับบริจาคชาวยเหลือลูกในโลกออสไลน์ ซึ่งตำรวจจับตัวไปเมื่อวันที่18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่สืบหาพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว 

โดยเฉพาะในประเด็นข้อสงสัยที่ว่าลูกคนที่2 ซึ่งได้รับการรักษาจนปลอดภัยแล้วนั้นเป็นลูกแท้ๆของผู้ต้องหาจริงหรือไม่ เพราะแม้ในใบสูติบัตรจะมีการยืนยันชัดเจนว่าเป็นแม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่เนื่องจากว่าในทางกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งเกิดบุตรนั้นยังมีช่องโหว่บางอย่างที่ทำให้บุคคลที่ไม่ใช่บิดามารดาที่แท้จริงของเด็กสามารถจดทะเบียนในการเป็นมารดาของเด็กได้ 

การจะพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้หายเคลือบแคลงข้อสงสัยได้นั้นจึงจำเป็นจะต้องทำการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้ต้องหาและของลูกคนเล็ก ส่งไปตรวจพิสูจน์ทราบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์แล้ว โดยคาดว่าน่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้านี้

เด็กหวาดกลัวเมื่ออยู่กับแม่

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับมูลเหตุที่ทำให้เกิดข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมที่ผิดแปลกธรรมชาติของผู้เป็นแม่ เนื่องจากในช่วงที่ลูกคนสุดท้องยังมีอาการป่วยหนักอยู่นั้น ธรรมชาติของคนเป็นแม่ทั่วไปจะต้องเพิ่มความเอาใจใส่ดูแลลูกน้อยมากขึ้นจนไม่มีเวลาคิดหรือทำอย่างอื่น แต่ น.ส.นิษฐา กลับยังคงสนใจหรือมุ่งแต่เรื่องการถ่ายคลิปวิดีโอโพสต์ข้อความลงในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างกระแสและมุ่งหวังแต่ยอดเงินบริจาคจากประชาชน

นอกจากนี้ยังมีการข้อสังเกตอีกด้วยว่าเมื่อมีการส่งตัวลูกไปอยู่ในความดูแลของทางแพทย์ เด็กจะมีอาการดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ แต่เมื่อเด็กกลับไปอยู่ในความดูแลของน.ส.นิษฐา ไม่นานก็จะมีอาการทรุดลงอย่างหนัก อีกทั้งเด็กยังแสดงอาการหวาดกลัวไม่อยากเข้าใกล้หรือติดต่อกับน.ส.นิษฐา 

โดยพฤติกรรมดังกล่าวของเด็กจะเห็นได้อย่างชัดเจนในทุกๆ ครั้งที่น.ส.นิษฐา โทรศัพท์ติดต่อมาหาลูก ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ เด็กกลับเลือกจะกดตัดสายทิ้งไม่ยอมพูดคุยกับน.ส.นิษฐา ซึ่งผิดธรรมชาติของเด็กในวัย 2 ขวบที่มักจะติดแม่ไม่ยอมให้ห่างตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงลูกน้อยเพียงลำพังเด็กจะยิ่งติดแม่มากกว่าเด็กปกติทั่วไป

อีกทั้งเมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามประวัติความเป็นมาของผู้เป็นพ่อเด็กนั้น น.ส.นิษฐา กลับไม่สามารถยืนยันตัวตนได้มากนัก โดยอ้างว่าก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์ได้ไปเที่ยวที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ก่อนจะไปพบเจอกับชายหนุ่มคนหนึ่งจนนำไปสู่การมีสัมพันธ์ลึกซึ้งและคบหากันในช่วงเวลาสั้นๆเพียงแค่ 3 วัน จากนั้นทั้งคู่จะเลิกราต่อกัน โดยที่ น.ส.นิษฐาเองก็ไม่ทราบด้วยว่าหลังจากนั้นตนเองได้ตั้งครรภ์ เพราะเห็นว่าประจำเดือนยังมาปกติ ซึ่งกว่าจะมารู้ตัวว่าตั้งท้องนั้น อายุครรภ์ก็เกือบ 9 เดือนใกล้คลอดแล้ว 

โดยช่วงที่ผู้ต้องหาตั้งครรภ์นั้นท้องก็ไม่ได้โตมากจนผิดปกติแต่อย่างใด จึงทำให้ในช่วงที่ตั้งท้อง ไม่เคยมีการฝากท้องกับทางโรงพยาบาล ประกอบกับจากการสอบถามพยานบุคคลใกล้ชิดของ น.ส.นิษฐา ส่วนใหญ่ต่างยืนยันว่าก่อนหน้าจะพบ เด็กคนนี้ ก็ไม่เคยเห็นน.ส.นิษฐาตั้งครรภ์มาก่อน ซึ่งพยานส่วนใหญ่มาทราบเรื่องว่า น.ส.นิษฐา มีบุตรก็ตอนที่น.ส.นิษฐาพาเด็กกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว  

รอตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นแม่ลูก

สาเหตุนี้จึงทำให้ทางเจ้าหน้าที่มองว่าคำกล่าวอ้างของน.ส.นิษฐานั้นยังไม่สมเหตุสมผลหรือมีน้ำหนักมากเพียงพอ และหากผลการตรวจพิสูจน์ออกมาว่าดีเอ็นเอออกมาพบว่า น.ส.นิษฐา ไม่ได้เป็นแม่ที่แท้จริงของเด็กนั้น น้ำหนักความน่าเชื่อถือในคดีทำร้ายเด็กก็จะมีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

รายงานข่าวยังแจ้งอีกว่า ส่วนกรณีที่ น.ส.นิษฐา มักกล่าวอ้างกับบุคคลอื่นว่ามีอาชีพเป็นเภสัชกร จากการตรวจสอบประวัติพบว่าไม่ได้เป็นเภสัชกร ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพียงแต่เคยเรียนเภสัชกรอยู่ 3 ปี แต่ไม่จบหลักสูตรการศึกษา ขณะที่ในส่วนของการตรวจสอบบัญชีธนาคารต่างๆ ที่เปิดขึ้นเพื่อรับบริจาคนั้นเบื้องต้นพบว่า มีด้วยกัน 4 บัญชีโดยมี 3 บัญชี ถูกเปิดในชื่อของแม่แท้ๆของบุตรบุญธรรมที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 1 บัญชีเปิดในชื่อของน.ส.นิษฐา 

ตรวจสอบบัญชีพบมีคนหลงเชื่อโอนเงินหมุนเวียนเฉียด 20 ล้านบาท

ทั้งนี้จากการตรวจสอบบัญชีธนาคารทั้ง 4 บัญชีดังกล่าวพบว่า มียอดเงินจากผู้บริจาคเข้ามาจำนวนกว่า 10 ล้านบาทจากยอดผู้บริจาคกว่า 3,000 คนซึ่งมีการโอนเงินเข้ามาจำนวนกว่า 8,000 ครั้ง ขณะที่การตรวจสอบเงินหมุนเวียนในบัญชีดังกล่าวทั้งหมดพบว่ามีมากถึงเกือบ 20 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตามภายหลังจากพบว่ามี 3 บัญชีที่เป็นชื่อของแม่แท้ๆของเด็กหญิงที่เสียชีวิตไปก่อนแล้วนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการตรวจสอบไปยังแม่แท้ของเด็ก ซึ่งก็ได้มีการชี้แจงในส่วนนี้ว่า ก่อนหน้าบุตรสาวจะเสียชีวิต ทาง น.ส.นิษฐาได้ติดต่อมาหาเพื่อขอให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคารให้ โดยอ้างว่าจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการทำประกันให้กับลูกของตยจึงหลงเชื่อเปิดบัญชีให้ไป โดยไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในการสร้างความน่าเชื่อถือหลอกรับบริจาคเงินและใช้หลอกขายสินค้าออนไลน์ 

ทั้งนี้การเปิดบัญชีดังกล่าวนี้เองยังส่งผลให้แม่แท้ ๆ ถูกผู้เสียหายบางรายที่ถูกฉ้อโกงเงินแจ้งความเอาผิดด้วย ก่อนจะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้เสียหายได้ทราบในภายหลังต่อมา 

สำหรับมูลเหตุหลักในการฉ้อโกงเงินบริจาคนั้นทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะมาจากปัญหาหนี้สิน หรือการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากของ น.ส.นิษฐา เนื่องจากแนวทางสืบสวนพบว่าก่อนหน้านี้น.ส.นิษฐาเองนั้นก็มีปัญหาขัดสนด้านเงินพอสมควรจึงทำให้จำเป็นต้องสร้างเรื่องขึ้นมา 

เนื่องจากการตรวจสอบประวัติค่ารักษาพยาบาล ของเด็กคนแรกที่เสียชีวิตไปแล้ว พบว่าในโรงพยาบาลที่รักษาครั้งสุดท้ายตัวก่อนเสียชีวิต มียอดค่ารักษาเพียง 1 ล้านบาท แต่ยอดเงินบริจาคที่ได้รับตอนนั้นเริ่มมีเข้ามาหลายล้านบาทมากกว่าค่าใช้จ่ายแล้ว 

แต่ น.ส.นิษฐาก็ยังคงเลือกที่จะเปิดรับบริจาคต่อเช่นเดิม อย่างไรก็ตามเพื่อให้ข้อสงสัยในส่วนนี้คลี่คลายทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบค่ารักษาตัวโรงพยาบาลที่เด็กหญิงคนโตรักษาตัวก่อนหน้าที่จะย้ายมาและจะดูรายจ่ายอื่นๆ ของ น.ส.นิษฐา ว่าสอดคล้องกับเงินที่หมุนเวียนในบัญชีหรือไม่

กองปราบลุยรับสำนวนจัดการเองเร็ว ๆ นี้

ขณะที่ความคืบหน้าภาพรวมในส่วนของสำนวนคดีนั้น ขณะนี้เริ่มมีความคืบหน้าไปบางส่วนบางแล้ว โดยเดิมทีสำนวนคดีดังกล่าวอยู่ความรับผิดชอบของ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่เนื่องจากข้อจำกัดในส่วนของจำนวนบุคลากรและเครื่องมือการตรวจสอบ จึงได้มีการเสนอเรื่องโอนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบของทางตำรวจกองปราบเป็นหน่วยงานหลักรับดำเนินการแทน ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยคาดว่าการโอนย้ายสำนวนคดีดังกล่าวมายังกองปราบอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้