“สื่อกระแสหลักต้องตระหนักว่า ความน่าเชื่อถือนั้นมันใช้เวลาสร้างนานมาก แต่ใช้เวลาไม่นานในการทำลาย”

อะไรคือ “คนข่าวมืออาชีพ” ในโลกยุคสมัยใหม่และอะไรคือสิ่งที่คนข่าวสื่อมวลชนจะดำรงตนอยู่ได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสื่อมวลชนที่นำสมัยแปลกใหม่รวดเร็วจนสื่อมวลชนแทบตั้งหลักได้ไม่ทัน

Tempo นั่งลงพูดคุยสัมภาษณ์กับผศ.สุนันทา แย้มทัพ หรือ ครูนุช รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเชี่ยวชาญและสอนเรื่องหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ ในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมวลชนอันส่งผลต่อการทำงานของนักข่าว ดังที่เราเกริ่นในย่อหน้าข้างบนนี้

“ในโลกทุกวันนี้ ใครก็สามารถเป็นนักข่าวได้ มันจึงมีคำถามในเรื่อง Digital Journalism ว่า ใครบ้างที่ควรถูกเรียกว่าเป็นนักข่าว”

ครูนุชเกริ่นประโยคนี้จะตอบคำถามที่น่าสนใจนี้ว่า “วิธีการทำงานกระบวนการแบบนักข่าวนี่แหละคือสิ่งที่กำหนดว่าใครควรจะถูกเรียกว่าเป็นนักข่าว”

วิธีการทำงานกระบวนการแบบนักข่าว ก็จะแบ่งเป็น การแสวงหาข้อมูล ทั้งการสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ ทั้งการสืบค้น สังเกตการณ์แล้วเผยแพร่ให้คนเข้าใจได้ มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด หรือพูดง่าย ๆ ว่า เช็กก่อนแชร์ กระบวนการตรงนี้แหละ ที่เป็นเส้นแบ่งว่าใครควรจะถูกเรียกว่าเป็นนักข่าว ถ้าทำตามกระบวนการแบบนี้ ก็เป็นนักข่าวได้อย่างแน่นอน

“ตรงนี้เป็นสิ่งที่คนทำอาชีพเป็นนักข่าวต้องปฏิบัติตาม เพราะหากไม่ทำตามกระบวนการนี้ แม้ว่าคุณจะมีอาชีพเป็นนักข่าวหรือจะสังกัดสำนักข่าวใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่ทำตามนี้ ก็ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นนักข่าว”

แต่เมื่อเราไม่ทำตามกระบวนการแบบนักข่าว มันส่งผลให้กระแสข่าวปลอมหรือ Fake News ระบาด ซึ่งที่จริงมันก็ระบาดไปทั้งโลกอยู่แล้ว จริงอยู่ว่าทุกวันนี้งานข่าวมันง่ายมาก เพราะทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมด แต่เพราะมันง่ายแบบนี้ไง เราจึงเห็นข่าวที่ง่าย ๆ ออกมา แบบไปเช็กแชร์ข่าวในโลกออนไลน์แล้วมานำเสนอ บางทีก็ไม่ตรวจสอบ ไม่เช็ก ไม่ขุดคุ้ย เพราะกลัวว่าจะช้ากว่าสื่อคู่แข่ง มันเลยกลายเป็นความฉาบฉวยและส่งผลต่อความเชื่อถือ

“ตอนนี้คนขาดความเชื่อถือในสื่อกระแสหลักมาก ความน่าเชื่อถือใช้เวลาสร้างนาน แต่ถูกทำลายได้อย่างรวดเร็ว มันพังไวมาก ตอนนี้มันเลยเป็นยุคที่วงการสื่อตกต่ำมาก ซึ่งก็เป็นด้วยกันทั่วโลก ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว เพราะเทคโนโลยีสื่อมันเปลี่ยนไวมาก จนส่งผลต่อการทำงานของนักข่าว”

ดังนั้นการทำข่าวชิ้นหนึ่ง สื่อกระแสหลักอาจจะต้องบอกคนอ่านให้รู้ว่า เนื้อข่าวยังต้องตรวจสอบ ข่าวยังไม่สมบูรณ์นะ ผู้บริหารองค์กรสื่อต้องรู้ว่า ความไวนั้นมันไม่ดีเสมอไป ยิ่งยุคที่คนผลิตสื่อได้เอง สื่อกระแสหลักยิ่งต้องมีความน่าเชื่อถือมาก คือต้องทำให้คนอ่านรู้ว่า ถ้าอยากรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ต้องอ่านต้องเสพจากสื่อกระแสหลักเท่านั้น

 “แต่พอเราไปเน้นข่าวที่ต้องไว มันส่งผลให้นักข่าวโดนกดดันจนลืมว่าต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนที่ให้สัมภาษณ์ด้วย”

ทั้งนี้หน่วยงานของรัฐเองก็ควรจะต้องรู้ว่าข้อมูลบางอย่าง และเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ทันทีด้วย ที่ผ่านมาพอไม่มีการเผยแพร่ข้อมูล นักข่าวก็ต้องไปล้วงข้อมูลมาเอง มันเลยเป็นเหมือนการถามจี้ถามซัก สังคมก็มองว่าภาพนักข่าวไม่ดี ทางคนให้สัมภาษณ์ก็ไปว่านักข่าวว่า ทำไมถามคำถามแบบนี้

แต่บางคำถามมันเป็นคำถามที่สังคมต้องรับรู้

“ระบอบประชาธิปไตยต้องการนักข่าวที่ไปถามสิ่งที่สังคมควรรู้ ดังนั้นนักข่าวจึงต้องกล้า แม้จะถูกตอกกลับด้วยวิธีการแปลก ๆ ก็ตาม”

ในสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ยอมมาตอบคำถามนักข่าวที่ทำเนียบขาวเลย แต่ไปให้ข่าวในทวิตเตอร์แทน เพราะยุคนี้ใครก็สามารถทำสื่อได้เอง และทรัมป์เองก็ทำแบบนี้ ไม่ต้องมาตอบคำถามนักข่าว เพราะที่ผ่านมานักข่าวถามอะไรไป ทรัมป์ก็ตอบไม่ได้ ซึ่งมันเสียหายต่อสังคมมาก ทรัมป์ก็เลยไม่ค่อยมาแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว บางทีก็มอบหมายให้คนอื่นแถลงแทน ซึ่งก็เป็นวิธีการตอกกลับของผู้มีอำนาจต่อนักข่าว

อย่างไรก็ดี นักข่าวก็ยังต้องตั้งคำถามต่อไป และต้องทำให้สังคมและผู้มีอำนาจรู้ว่า ถ้ายังมาแถลงข่าวต่อหน้านักข่าว ก็จะต้องเจอคำถามแบบนี้เสมอ ครั้งหน้าคนให้สัมภาษณ์ก็จะได้เตรียมคำตอบนี้มา ซึ่งนักข่าวก็ต้องตั้งคำถามด้วยความสุภาพ

และก็ต้องถามต่อไป…

“ถามจนกว่าจะได้คำตอบ ได้คำตอบมาแล้วก็ต้องตรวจสอบว่า คำตอบนั้นข้อมูลถูกต้องแล้วหรือไม่”

ทั้งนี้การตรวจสอบคำตอบจากผู้ถูกสัมภาษณ์ว่าถูกต้องหรือไม่นั้น เป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้มาก เพราะถ้าคำตอบมันไม่ใช่ไม่ตรงกับความจริง มันสร้างความเสียหายอย่างยิ่ง ในยุคนี้ที่กระแสFake News (ข่าวปลอม) มันมีอานุภาพสูงมาก ในสหรัฐอเมริกา ช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา เราเห็นว่าสื่อมีผลต่อทัศนคติของคนในการเลือกผู้นำ มีการแทรกแซงจากทางรัสเซีย ข่าวปลอมมันเลยอาจส่งผลให้ได้ผู้นำแปลก ๆ แบบทรัมป์มา

ครูนุชอธิบายต่อว่า ด้วยปรากฎการณ์ Fake News นี่เอง ที่ทำกระแสการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) กลายเป็นสิ่งสำคัญมาก ในประเทศไทยหลักสูตรเรื่องนี้ยังน้อยมาก ไปแทรกอยู่ในวิชาด้านสื่อสารมวลชนเบื้องต้นหรือในทฤษฎีการสื่อสาร แต่ในบางประเทศ เขามีการสอนเรื่องนี้ในชั้นเรียนเด็กแยกต่างหากเลย เพราะทุกวันนี้เด็กสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้หมดแล้ว จริง ๆ ส่ว่นตัวเห็นว่าวิชาการรู้เท่าทันสื่อนั้น ควรมีการเริ่มเรียนเริ่มสอนเรื่องนี้ตั้งแต่อนุบาลด้วยซ้ำไป

“จะมือเล็ก มือใหญ่ มันไม่สำคัญแล้ว เพราะทุกคนสามารถกดแชร์ได้หมด”

ยิ่งไปกว่านั้นโลกทุกวันนี้ ข้อมูลข่าวสารมันถูกกำหนดไว้แล้ว ยกตัวอย่างในเฟซบุ๊ก มันก็จะจำพฤติกรรมเราว่า เราชอบเสพสื่อแบบไหน มันจะคัดกรองมาให้เราหมดแล้ว ซึ่งทำให้ธรรมชาติของข่าวเปลี่ยนไป งานข่าวที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งทีดีกว่า มันก็จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะปัจเจกจะถูกกำหนดข้อมูลข่าวสารมาแล้ว มันเลยเป็นเรื่องยากของงานข่าว

“เมื่อคนเห็นแต่มุมนี้ ไม่เห็นมุมอื่น ไม่รู้ว่ามุมใหม่ ๆ เป็นอย่างไร เพราะถูกกดถูกกำหนดมาแล้ว มันก็จะกลายเป็นอคติ แถมบางคนยังไม่รู้ตัวว่าถูกกำหนดกรองข้อมูลข่าวสารจากออนไลน์มาแล้วด้วย ดังนั้นการรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง”

ดังนั้นผศ.สุนันทาเห็นด้วยว่า วิชาการรู้เท่าทันสื่อควรจะถูกแยกเป็นวิชาเฉพาะสอนกันมากขึ้น ซึ่งนักข่าว ผู้ผลิตสื่อ ผู้บริหารสื่อ ควรต้องมานั่งเรียนวิชานี้ก่อนใครเพื่อนเลย เพราะการแชร์ข้อมูล แชร์ข่าวจากสถาบันสื่อโดยไม่ตรวจสอบ เน้นไวไว้ก่อนนั้น

“มันสร้างความเสียหายที่แก้ยากมากต่อตัวสถาบันสื่อเอง”

และในโลกที่ทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้ ผศ.สุนันทากล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“นักข่าวมืออาชีพต้องทำตามกระบวนการหาข่าวที่ถูกต้องครบถ้วน”

…..ถ้าไม่ทำตามนี้ก็ไม่ใช่มืออาชีพ…..

-T-