ตามตะวัน

ทริปนี้จะเป็นทริปเดินป่าระยะไกล เราจะใช้เวลาทั้งหมด 4 วัน 3 คืน กับอีกระยะทาง 51 กิโลเมตร การเดินป่าที่นี้สำคัญมาก อย่างแรกคือคนนำทาง ที่นี่ไม่มีลูกหาบแบกของให้ ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงเสบียงคือเราต้องแบกกันเองตลอดระยะเวลา 4 วัน 

DAY 1 : START 

แม่ปะ – จอลือคี

วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะเริ่มเดินทางอำเภอแม่ปะ ขึ้นไปยัง จอลือคี ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร ด้วยระดับความสูงที่ 1,150 เมตร เส้นทางเดินวันแรกมีความสูงชันพอสมควรเป็นเส้นทางที่พอจะเห็นร่องรอยของรถที่วิ่งผ่านไปมา จากนั้นทางก็เริ่มที่จะแคบลงตัดเข้าสู่เส้นทางเดินในป่าที่มีร่มเงาไม่ร้อนมาก อากาศเย็นสบาย จากเดินในป่าก็เริ่มเดินเข้าสู่สันเขาที่มีทุ่งหญ้าอยู่บนสันเขาสีทองงามอร่ามพร้อมแสงแดดที่ร้อนเอาเรื่องเลยครับเพราะไม่มีร่มไม้ให้เราได้หลบ 

เส้นทางเดินป่าที่ขุนน้ำเงาแห่งนี้ เขาว่ากันว่าเป็นเส้นทางโบราณของชาวบ้านที่ใช้ทางนี้ไปมาหาสู่กันแต่ด้วยความเจริญของเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้มีถนนตัดผ่านมีไฟฟ้าเข้าถึงเส้นทางนี้จึงถูกใช้น้อยลง ต่อมาได้มีกลุ่มสำรวจเข้ามาดู  จึงทำให้ที่นี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านจึงได้รายได้จากส่วนนี้จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามา 

เราเดินกันมาได้เกือบ 4 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร เราพบเห็นธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ สวยงาม ตลอดเส้นทางเราเดินลัดเลาะไปตามผืนป่าและสันเขาลูกแล้วลูกเล่า ก่อนจะไปถึงทุ่งหญ้าสีทองขนาบด้วยวิวพาโนรามาแบบ 360 องศา หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเมื่อเดินมาถึง “จอลือคี” ความสูง 1,150 เมตรจากระดับน้ำทะเล มี “ม่อนกองข้าว”เป็นจุดที่สูงที่สุดที่ 1,221 เมตร. อากาศเริ่มเย็นลง เดี่ยวเราต้องรีบตั้งแคมป์รีบไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ ม่อนกองข้าว กัน

พระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ซ้อนทับกับสันเขาสวยงาม เรื่องราวของสถานที่นี้คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรากำลังจะเจอต่อไป เมื่อพระอาทิตย์อัสดง ความหนาวเย็นปะทะพวกเราในทันที พวกเราก่อกองไฟเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น และการแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องราวของนักเดินป่า ค่ำคืนนี้เราอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก

DAY 2 

จอลือคี – ดอยธง

เช้าวันที่ 2 ของการเดินทาง วันนี้เราจะเดินกัน 8 กิโลเมตร ขึ้นไปยังดอยธง ที่ระดับความสูง 1,650 เมตร เป็นยอดที่สูงสุดสำหรับทริปนี้ เส้นทางนี้อาจจะยาว แต่ไม่ได้ยากจนเกินไป ด้วยอากาศที่หนาวทำให้เช้านี้ที่ตั้งใจจะจะตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกจางหายไป ผมทำกิจวัตรยามเช้าในการหาทำเลที่เหมาะแก่การขุดหลุมเพื่อขับถ่าย และรีบเก็บของทุกอย่างยัดใส่กระเป๋า พวกเพื่อนๆต่างทำกับข้าวเตรียมเสบียงอาหารกลางวันสำหรับมื้อเที่ยงของพวกเราในวันนี้

ผมรองท้องด้วยโจ๊กเบาๆ ก่อนเริ่มต้นการเดินในวันใหม่ วันนี้เราจะเดินขึ้นจุดสูงสุดของเส้นทางที่ “ดอยธง” เส้นทางสวยงาม เริ่มมีพรรณไม้แปลกตาตามความสูงที่เปลี่ยนไป มีเนินหินชันพอให้เข่าได้ร้องโอดโอย เราเดินกันมา 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 7 ชั่วโมง

เส้นทางเดินวันนี้ค่อนข้างชันกว่าวันแรก เดิน 2 ก้าวหยุด 2 ก้าวหยุด เส้นทางจะเดินไต่สันเขา เนินที่สูงชันแบบที่ไม่อยากจะหันขึ้นไปมอง เพราะมันดูเหมือนจะขึ้นและขึ้นไปแบบไม่มีวันจบ แต่เส้นทางวันนี้วิวสวยงามมาก

เราขึ้นมาถึงจุดตั้งแคมป์ “ดอยธง” ภาพตรงหน้าเรานี่คือพาโนรามา เห็นวิวเทือกเขาสลับซับซ้อนเรียงกันเป็นเลเยอร์สวยงามมากทีเดียว อากาศหนาวเอาเรื่องกว่าเมื่อวานจนเราต้องหยิบเสื้อกันหนาวถุงมือมาใส่ประทังความเหน็บหนาวกันเลยทีเดียว วิวหน้าเรายังมองเห็นเส้นทางที่เราเดินมาตลอด 2 วัน มองเห็นเส้นทางที่เราจะเดินไปในอีก 2 วันข้างหน้าอีกด้วย เห็นแล้วแทบปาดเหงื่อ 

พระอาทิตย์ ที่กำลังลดตัวลงมาที่ขอบฟ้าท่ามกลางอากาศที่กำลังเย็นลง ผมนั่งมองขอบฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีรุ้ง ตะวันเริ่มลับขอบฟ้าเป็นภาพที่มองทีไรก็ไม่เคยเบื่อ

เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด พวกเราเริ่มเตรียมตัวทำอาหารที่หน้าเต็นท์พร้อมกับเพื่อนๆ ฟ้าเริ่มมืดอากาศเริ่มหนาวขึ้น พวกเราก่อกองไฟกันข้างเต็นท์เพื่อหวังบรรเทาความหนาวลงไปได้บ้าง เราเริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้นกับเพื่อนใหม่บางคน พูดถึงทริปต่างๆ ที่อยากจะไป เราคุยกันอย่างสนุกสนานตามสไตล์คนที่ชอบอะไรคล้ายกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เราต้องออกกันแต่เช้าตรู่และเราจะเดินด้วยระยะทาง 21 กิโลเมตร กันเลยทีเดียวพรุ่งนี้คือหนักที่สุดสำหรับทริปนี้

DAY 3  ดอยธง – หมื่อหะคี

เช้าวันที่ 3 ของการเดินทาง วันนี้เราจะเดินไปที่หมื่อหะคี ระยะทาง 21 กิโลเมตร จากวันนี้ที่เราอยู่ที่ความสูง 1,650 เมตร เราจะเดินลงไปที่ความสูง 930 เมตร จากระดับน้ำทะเล พวกเรารวมพลกันในเวลา 7 โมงเช้า เมื่อคืนหนาวกว่าคืนแรกมากๆ หลายคนหน้าตาเหมือนหมีแพนด้าบางคนนอนไม่อิ่ม หลายๆ คนเริ่มมีอาการปวดขา เจ็บเท้า แต่เราสัมผัสได้ว่าขวัญกำลังใจของทุกคนเต็มเปี่ยมแรงเหลือล้น สู้โว้ย !

พวกเราเก็บของแบกเป้ขึ้นหลังพร้อมจะออกเดินทางอีกครั้ง เหตุผลที่เราต้องออกแต่เช้าเพราะวันนี้เป็นวันที่ระยะเดินทางยาวที่สุด ถ้าเราไม่รีบออกแต่เช้าจะทำให้ถึงจุดหมายหลังพระอาทิตย์ตก ซึ่งอาจจะทำให้การเดินลำบากมากขึ้น 

วันนี้เราอยู่จุดที่สูงสุด ยังไงวันนี้ก็ต้องเดินลงเขาอย่างเดียวแน่ๆผมได้ปลอบใจกับตัวเอง ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินลงเนินที่อยู่ด้านหน้าลงไปเรื่อยๆไล่เลาะสันเขาสลับไปมา ที่ผิดคาดคือไม่ใช่เดินลงอย่างเดียวแบบที่คิดไว้ แต่เป็นการเดินลงสลับกับเดินขึ้นเนินที่ก็ชันไม่ใช่น้อย โคตรเหนื่อย !

ระยะทางเดินวันนี้ไกลอย่างเดียวไม่พอยังชันอีกด้วย พวกผมเดินไปถอนหายใจไปเสียงลมหายใจเริ่มดังแรงขึ้น น้ำหนักของกระเป๋าที่แบกมาบนหลัง 17 กิโล ตั้งแต่วันแรกดูมันช่างไม่ลดลงเสียเลย กลายเป็นภาระที่อยากจะทิ้งไว้แต่ก็ทำไม่ได้ ขาซ้ายและขาขวาที่คอยเถียงกันว่าจะหยุดหรือไปต่อ แต่สมองยังคงสั่งการให้ไปต่อ จงเดินต่อไปให้ทันพระอาทิตย์ตกถ้ามืดแล้วซวยแน่

การเดินทางของวันนี้ยาวกว่าเส้นทางของเมื่อวานทั้งวัน ทุกคนดูหมดแรงอย่างเห็นได้ชัด เราเดินกันมาเกือบ 8 ชั่วโมง เส้นทางก็ผ่านป่าทึบออกมาเป็นทางรถ ซึ่งนั่นหมายความว่าเราใกล้หมู่บ้านแล้ว เราได้แต่ถามกับไกด์ที่นำทางตลอดเป็นระยะๆว่าใกล้แล้วหรือยัง “ใกล้ละครับอีกนิดเดียว” อีกคนบอก “ไกลอีกไกล” ไกด์บอกกับเรา ผมไม่รู้จะเอากำลังใจจากคนไหนหรือเชื่อคนไหนดี ทำได้แค่เดินต่อไปให้ทันพระอาทิตย์ตก “ใกล้แล้วครับข้างหน้าอีกนิดเดียว” เสียงน้องไกด์อีกคนบอกกับผม ผมแอบมองหน้าน้องไกด์มันเชิงบอกว่าจริงใช่ไหม  เพราะคำพูดนี้มักจะมีความหมายตรงข้ามเสมอ

ผมเริ่มใช้พลังเฮือกสุดท้ายเดินเร็วขึ้นเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่มันก็ไม่ได้ใกล้อย่างที่คิด พวกผมเดินจนแทบหมดแรงและสุดท้ายก็ถึงป้ายบอกทางโรงเรียนบ้านแม่หาหาด นั่นคือจุดหมายที่เราจะตั้งแคมป์พักคืนนี้ พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า เพื่อนร่วมทางที่มาถึงก่อน รอต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและหน้าตาสดชื่นจากการอาบน้ำ โห่ร้องปรบมือต้อนรับการมาถึงของเราและอีกหลายคน เอาวะ ถึงสักที

โคตรภูมิใจเลยวะ

DAY 4  

หมื่อหะคี – สบโขง

เช้าวันที่ 4 ของการเดินทางสู่จุดหมาย เรายังอยู่กันที่โรงเรียนบ้านแม่หาด โรงเรียนที่มีวิวที่สวยที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา มีวิวทะเลหมอกให้เห็นอีกด้วย หลังจากกินข้าวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อด้วยระยะทางวันนี้ 13 กิโลเมตร ไปสิ้นสุดเส้นทางที่สบโขง ก็จะจบทริปเดินป่าระยะไกลขุนน้ำเงากันแล้ว

เส้นทางวันนี้เป็นทางลาดลงจากเนินเขา เลาะริมน้ำผ่านหมู่บ้านต่างๆ ระหว่างทางเดินลงตามเส้นทางผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ และเดินกลางแจ้งตัดผ่านนาบนดอย ตากแดดเดินกันเกือบครึ่งวัน ลดระดับลงสู่เส้นชัยในการเดินที่ “สบโขง” หมู่บ้านริมน้ำที่สืบทอดโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ข้อดีอย่างเดียวของวันนี้คือไม่มีเนินสูงที่ต้องปีน วิวทิวทัศน์รอบๆ เปลี่ยนจากภูเขาเป็นไร่นา เราเดินตัดทุ่งนา ข้ามแม่น้ำไปมาหลายจุด แสงแดดที่ร้อนแรงทำให้ความสุขในการเดินลดลงระดับหนึ่ง แต่ทุกคนก็ไม่ได้เดินช้าลงแต่อย่างใด คงเป็นพลังเฮือกสุดท้ายสำหรับวันสุดท้าย

เราได้ยินเสียงน้ำตลอดเส้นทาง 13 กิโลเมตร เพราะเรากำลังเดินเลียบน้ำ เดินลงตามเส้นทางผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันเริ่มกลายเป็นความเคยชิน เมื่อเดินลงมาเรื่อยๆ ที่บริเวณป่าเชิงเขา ผมจึงสนุกกับการได้พบเจอธารน้ำเล็กๆ หลายสิบสายที่กลั่นมาจากต้นน้ำหลายจุดในป่า และในเส้นทางนี้เองที่ผมได้เห็นต้นน้ำเป็นครั้งแรกในชีวิต

ยิ่งเดินใกล้ถึงจุดหมายมากขึ้น จากที่เคยเห็นธารน้ำเล็กๆ ก็เริ่มเห็นเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ค่อนข้างไหลเชี่ยว ในช่วงบ่ายคล้อยๆ พวกผมเดินถึงเส้นชัยในหมู่บ้านที่เป็นจุดหมาย ผมเห็นชาวบ้านกำลังเตรียมรถรอไปส่งยังอุทยานแห่งชาติแม่เงาให้กับนักเดินป่าผู้พิชิตเส้นทางเดินอันหฤโหดนี้ 

เมื่อรถมาส่งพวกผมยังอุทยาน ผมมองเห็นวิวที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งพบกับแม่น้ำเงา แม่น้ำสายใหญ่ ที่เป็นปลายทางของต้นน้ำที่ผมได้เดินตามมาตลอด 4 วัน

ดังนั้นผมไม่รอช้าจัดการปลดสัมภาระพาร่างอันเหนื่อยสุดล้าพุ่งลงไปยังแม่น้ำสายนั้นที่ทั้งใสสะอาดและให้ความสดชื่นเป็นอย่างมาก เหมือนได้เกิดใหม่เลยครับ ที่เหนื่อยมาตลอดทั้ง 4 วันลืมไปเลย

การเดินป่าระยะไกลขุนน้ำเงาครั้งนี้ผมตั้งใจพิสูจน์ตัวเอง ต้องการเอาชนะใจตัวเอง ตลอดระยะเวลา 4 วันที่ผ่านมา การได้ร่วมเดินทางกับกลุ่มคนที่รักการเดินป่าเหมือนกันถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกันแทบทุกคน แต่มันกลับทำให้รู้สึกว่าเราถูกห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนสนิทที่พร้อมจะช่วยเหลือกันและกันตลอดเส้นทาง

มิตรภาพคือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้กลับมาจากการเดินทาง

เหนื่อยแต่คุ้มค่ากับทุกก้าวที่เดิน ..